
โบรกชู NEO เด่น! ลุ้นต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส” ดันรายได้ปลายปีโตต่อ แนะซื้อเป้า 31 บ.
บล.ดาโอ มองบวกคลังเร่งพิจารณาต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟส 2 อีก 1-2 เดือน คาดช่วยหนุนรายได้ NEO ไตรมาส 4/69 ขยายตัวต่อเนื่อง และเปิดโอกาสกำไรโต YoY สูงกว่าคาด ขณะที่ปี 69 ประเมินกำไรสุทธิ 642 ล้านบาท โต 14% พร้อมแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 31 บาท
บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในบทวิเคราะห์วันนี้ (11 ก.ย.69) ว่า มีมุมมองเชิงบวกต่อ บริษัท นีโอ คอร์ปอเรท จำกัด (มหาชน) หรือ NEO จากกรณีที่กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างเร่งพิจารณาต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟส 2 หลังราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง และสถานการณ์สงครามยังไม่ยุติ
ทั้งนี้ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังยังมีวงเงินสำหรับดำเนินมาตรการช่วยเหลือเหลืออยู่ โดยเสียงส่วนใหญ่สนับสนุนให้ต่ออายุโครงการออกไปอีกประมาณ 1-2 เดือน พร้อมพิจารณารูปแบบการช่วยเหลือที่เหมาะสม และคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2-3 สัปดาห์ หรือภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้
ปัจจุบันมีประชาชนเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสประมาณ 26 ล้านคน และมีผู้ใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีกประมาณ 13 ล้านคน รวมฐานผู้ได้รับประโยชน์จากมาตรการภาครัฐประมาณ 40 ล้านคน
บล.ดาโอ มองว่า หากมีการต่ออายุโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2 จะเป็นปัจจัยบวกต่อ NEO โดยคาดว่าจะช่วยสนับสนุนรายได้ในไตรมาส 4/69 ให้ขยายตัวต่อเนื่อง และทำให้กำไรในช่วงดังกล่าวมีโอกาสเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) สูงกว่าประมาณการเดิม จากเดิมที่คาดว่ากำไรไตรมาส 4/69 จะชะลอตัวทั้ง YoY และเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) หลังสิ้นสุดโครงการไทยช่วยไทยพลัส เฟส 1
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 3/69 บล.ดาโอ คาดว่ากำไรของ NEO จะเติบโตโดดเด่น YoY และทรงตัว QoQ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากรายได้ที่มีแนวโน้มทำสถิติสูงสุดใหม่ (ATH) ต่อเนื่อง จากการเติบโตในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะรายได้ในประเทศที่ได้ประโยชน์จากโครงการไทยช่วยไทยพลัสเต็มไตรมาส ประกอบกับการปรับขึ้นราคาสินค้าตั้งแต่เดือน ก.ค.69
ขณะเดียวกัน อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) คาดว่าจะขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่อาจลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า จากการรับรู้ค่าเสื่อมราคาของโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์กลุ่ม Household แห่งใหม่
ด้านประมาณการทั้งปี 69 บล.ดาโอ ยังคงคาดกำไรสุทธิ NEO ที่ 642 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% YoY โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากรายได้รวมที่คาดว่าจะขยายตัว 12% YoY ตามการเติบโตของรายได้ในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะกลุ่ม Household และ Personal Care ที่มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น
อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นทั้งปีคาดว่าจะลดลงเล็กน้อยจากผลกระทบของสถานการณ์สงคราม ขณะที่สัดส่วนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to Sales) มีแนวโน้มลดลง จากการควบคุมค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ทั้งนี้ บล.ดาโอ คงคำแนะนำ “ซื้อ” NEO และราคาเป้าหมาย 31.00 บาท อิง PER ปี 69 ที่ 14.5 เท่า หรือ +0.5SD เหนือค่าเฉลี่ยตั้งแต่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมองว่าระดับ Valuation ปัจจุบันยังน่าสนใจ เนื่องจากซื้อขายที่ PER เพียง 11.2 เท่า ใกล้เคียง -0.75SD ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตั้งแต่เข้าตลาด และยังไม่สะท้อนแนวโน้มการกลับมาเติบโตของกำไรในช่วงปี 69-70

