
MGT สู่ขายส่งเภสัชภัณฑ์
เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ มาพักใหญ่ ๆ แล้ว สำหรับบริษัท เมกาเคม (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGT (เข้า 23 ก.พ. 2560 ด้วยไอพีโอ 1.89 บาท)
เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ มาพักใหญ่ ๆ แล้ว สำหรับบริษัท เมกาเคม (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MGT (เข้า 23 ก.พ. 2560 ด้วยไอพีโอ 1.89 บาท) แต่เข้ามาแล้วแทบจะกลืนหายไปในตลาดฯ กลายเป็นหุ้นที่ไม่มีใครเหลียวแล…เห็นได้จากมูลค่าการซื้อขายในแต่ละวันที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เทรดกันแค่หลักหมื่นหลักแสนบาทเท่านั้น…
ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะผลประกอบการที่ไม่เริ่ดหรู กำไรไม่ลดก็จริง…แต่ก็ไม่ได้โตมาก โดยปี 2564 มีรายได้รวม 951.92 ล้านบาท กำไรสุทธิ 105.25 ล้านบาท ถัดมาปี 2565 มีรายได้รวม 1,062.35 ล้านบาท กำไรสุทธิ 82.23 ล้านบาท ส่วนปี 2566 มีรายได้รวม 976.08 ล้านบาท กำไรสุทธิ 82.45 ล้านบาท และปี 2567 มีรายได้รวม 1,078.93 ล้านบาท กำไรสุทธิ 90.86 ล้านบาท ขณะที่ 9 เดือนของปี 2568 มีรายได้รวม 922.23 ล้านบาท กำไรสุทธิ 70.35 ล้านบาท
เมื่อกำไรไม่ปัง…ก็สะท้อนมาถึงราคาหุ้นที่ทรุดโทรมอย่างหนัก โดยสิ้นปี 2564 ราคาปิดที่ 4.88 บาท มีมาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 1,952.00 ล้านบาท พอสิ้นปี 2565 ราคาปิดที่ 3.54 บาท มีมาร์เก็ตแคป 1,426.00 ล้านบาท สิ้นปี 2566 ราคาปิดที่ 2.32 บาท มาร์เก็ตแคปลดเหลือ 928.00 ล้านบาท ส่วนสิ้นปี 2567 ปิดที่ 2.00 บาท มาร์เก็ตแคปเหลือ 800.00 ล้านบาท โดยล่าสุดราคาปิดที่ 1.63 บาท มาร์เก็ตแคปอยู่ที่ 652.00 ล้านบาท
อ้อ…ที่เห็นอัตราส่วนเงินปันผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากในอดีตดิวิเดนด์ยีลด์แค่ 2% มาวันนี้พุ่งไป 6% ก็เป็นผลพวงมาจากราคาที่สาละวันเตี้ยลงนั่นแหละ…
MGT ซึ่งทำธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายเคมีภัณฑ์ โดยเฉพาะในกลุ่ม Specialty chemicals และให้บริการ Chemical Solution Provider แก่ลูกค้าหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น พลาสติก, สี, หมึก, ก่อสร้าง, กาว, อุตสาหกรรมยานยนต์, เครื่องสำอาง และอาหาร คงรู้โจทย์ของตัวเองดีว่าหากปล่อยไว้อย่างนี้คงไม่ดีแน่ จะมีแต่ทรงกับทรุด…เลยเป็นที่มาให้ต้องแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เพื่อสร้างการเติบโตต่อไป…
ล่าสุดชิมลางขยายไปสู่ธุรกิจขายส่งสินค้าทางเภสัชภัณฑ์และทางการแพทย์ ด้วยการเข้าซื้อหุ้นในบริษัท เอสพีดี ไบโอเทค จำกัด จำนวน 13,000 หุ้น หรือคิดเป็น 65% ที่ราคาหุ้นละ 100 บาท รวมมูลค่า 1.30 ล้านบาท คาดธุรกรรมจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 1/2569
ถ้าไปส่องแบ็กกราวนด์ของ “เอสพีดี ไบโอเทค” เป็นบริษัทที่ก่อตั้งเมื่อช่วงปลายปี 2564 โดย “ดวงตา อุระศิลป์” มีทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท
ด้านผลประกอบการถือว่าใช้ได้…มีตัวเลขขาดทุนแค่ปีแรก แล้วหลังจากนั้นทั้งรายได้และกำไรเติบโตต่อเนื่อง..โดยปี 2565 มีรายได้รวม 11.94 ล้านบาท กำไรสุทธิ 271,291 บาท ถัดมาปี 2566 มีรายได้รวม 24.32 ล้านบาท กำไรสุทธิ 537,713 บาท และปี 2567 มีรายได้รวม 40.07 ล้านบาท กำไรสุทธิ 789,406 บาท
แถม ณ สิ้นปี 2567 ยังมีกำไรสะสมยังไม่ได้จัดสรรอยู่กว่า 1.42 ล้านบาทเชียวหนา…
โอเค…แม้ผลงาน “เอสพีดี ไบโอเทค” ไม่ได้ดีเด่อะไร มีกำไรแค่หลักแสนบาทเท่านั้น…แต่แนวโน้มยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก ต้องไม่ลืมว่าธุรกิจที่เกี่ยวกับทางการแพทย์เป็นเมกะเทรนด์ที่เติบโตสูงมากทั่วโลกและในไทย เพราะได้รับแรงหนุนจากสังคมสูงวัย ความใส่ใจสุขภาพหลังโควิด และความก้าวหน้าเทคโนโลยี ทำให้เกิดโอกาสทางธุรกิจในหลายด้าน
ขณะที่มีการประเมินว่าในปี 2568 ตลาดการแพทย์ไทยจะมีมูลค่ารวมกว่า 690,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นประมาณ 3.4% ของ GDP เลยทีเดียว…
ดังนั้น การที่ “เอสพีดี ไบโอเทค” มาอยู่ภายใต้ MGT จะทำให้หมดห่วงในเรื่องของเงินลงทุน…มีหน้าตักที่จะไปขยับขยายสร้างการเติบโตต่อไป
แน่นอนว่าหาก “เอสพีดี ไบโอเทค” เติบโตดี… MGT ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ก็จะได้รับผลดีไปด้วย
ส่วนถามว่าจะช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้หุ้น MGT ได้มากน้อยแค่ไหน..?? ไม่รู้ ๆๆ
แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะช่วยสร้างการเติบโต…ดีกว่าอยู่เฉย ๆ ไม่ทำอะไรเลย…รอวันเฉาตายว่ามั้ย..??
…อิ อิ อิ…