
KS คงน้ำหนักลงทุน “กลุ่มโรงไฟฟ้า” หลัง กกพ.จ่อตรึงค่าไฟ 3.88 บาท ชู GULF เด่นสุด
บล.กสิกรไทย ชี้รัฐเตรียมหารือ กกพ. ตรึงค่าไฟงวด 2 (พ.ค.-ส.ค.) ที่ 3.88 บาท/หน่วย กระทบเชิงลบกลุ่มโรงไฟฟ้า ต้นทุน LNG พุ่ง 70% ฉุดกำไร SPP ดิ่ง 30-40% แนะระวัง BGRIM-GPSC พร้อมชู GULF เป็นหุ้นเด่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเตรียมหารือร่วมกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เกี่ยวกับแนวทางการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าในงวดที่ 2 (เดือนพฤษภาคม ถึง สิงหาคม) โดยจะมีการคำนวณต้นทุนค่าไฟฟ้าอย่างละเอียด พร้อมทั้งเตรียมใช้กลไกความร่วมมือจากหลายภาคส่วน เพื่อพยุงและตรึงราคาค่าไฟฟ้าให้คงอยู่ที่ระดับ 3.88 บาทต่อหน่วย ไปจนถึงเดือนสิงหาคมตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS ประเมินว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นปัจจัยลบต่อหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า (Utilities sector) เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนพลังงานกำลังปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้า ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้วกว่า 70% มาอยู่ที่ระดับประมาณ 18-20 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู (mmbtu) เมื่อเทียบกับช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนที่สงครามในภูมิภาคตะวันออกกลางจะปะทุขึ้น
ทั้งนี้ ผลกระทบดังกล่าวจะกดดันกลุ่มโรงไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก (SPP) โดยจะทำให้ส่วนต่างกำไร (Margin) แคบลงอย่างมีนัยสำคัญ หากภาครัฐไม่มีนโยบายในการชดเชยหรืออุดหนุน (Subsidize) ให้กับภาคการผลิตไฟฟ้า ซึ่งทางฝ่ายวิจัยประเมินว่าส่วนต่างราคาค่าไฟฟ้าจะปรับตัวลดลงจากระดับประมาณ 1.4 บาทต่อหน่วย เหลือเพียงประมาณ 0.7-0.8 บาทต่อหน่วย
โดยสถานการณ์ดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำไรของกลุ่มโรงไฟฟ้าให้ปรับลดลงราว 30-40% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหุ้น BGRIM และ GPSC หากสถานการณ์ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังไม่คลี่คลาย และทางภาครัฐมีความต้องการที่จะตรึงค่าไฟต่อเนื่องยาวไปจนถึงสิ้นปี
อย่างไรก็ตาม บล.กสิกรไทย ยังคงมุมมองการลงทุนใน “ระดับกลาง” (Neutral) สำหรับกลุ่มสาธารณูปโภค เนื่องจากตระหนักถึงความเสี่ยงด้านราคาพลังงานที่ผันผวน และความเสี่ยงจากการแทรกแซงนโยบายจากทางภาครัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น โดยฝ่ายวิจัยได้เลือกหุ้น บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF เป็นหุ้นเด่น (Top Pick) ในกลุ่มนี้

