หุ้น รพ. กับ Co-payment

หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล (รพ.) ปรับตัวลงมาตั้งแต่ต้นปี 2568 แม้ว่าระหว่างปีจะมีดีดขึ้นบ้าง แต่เป็นการปรับตัวขึ้นจ ทางเทคนิคเท่านั้น หลังจากนั้นราคาหุ้นจะปรับลงต่อ


หุ้นกลุ่มโรงพยาบาล (รพ.) ปรับตัวลงมาตั้งแต่ต้นปี 2568

แม้ว่าระหว่างปีจะมีดีดขึ้นบ้าง แต่เป็นการปรับตัวขึ้นทางเทคนิคเท่านั้น หลังจากนั้นราคาหุ้นจะปรับลงต่อ

หากย้อนกลับไปดูกราฟของหุ้นโรงพยาบาลขนาดใหญ่เริ่มจาก บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ หรือ BDMS ราคาหุ้นม้วนลงมาตั้งแต่เดือนกันายน 2567 และเลยมาถึงปี 2568

เช่นเดียวกับหุ้น บมจ.โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ หรือ BH ที่จังหวะขึ้นปรับลงมา ได้เปิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับ BDMS

ส่วนหุ้นโรงพยาบาลขนาดกลาง คือ บมจ.โรงพยาบาลพระรามเก้า (PR9)

ราคาของ PR9 ในช่วงเดือนกันยายน 2567-กันยายน 2568 จะขึ้น ๆ ลง ๆ ที่บริเวณแนวรับและแนวต้าน ก่อนจะค่อย ๆ ปรับลงมาต่อเนื่องนับจากเดือนตุลาคม 2568 และเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

หุ้นกลุ่มโรงพยาบาลถูกกดดันจากปัจจัยลบหลากหลาย

เช่น กลุ่มผู้ป่วยจากตะวันออก

แต่ที่หนักสุดน่าจะเป็นเรื่องของ Co-payment (โคเพย์) หรือ การที่ผู้เอาประกันสุขภาพต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลร่วมกับบริษัทประกันภัยในสัดส่วนที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์

 เรื่องของโคเพลย์ ที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2568 ถูกประเมินว่า อาจจะทำให้คนซื้อประกันสุขภาพเริ่มคิดมากขึ้น จะซื้อหรือไม่ซื้อดี และรวมถึงการเข้ามาใช้บริการในโรงพยาบาลในสัดส่วนที่อาจจะน้อยจากเดิม

แน่นอนว่า หากเกิดกรณีดังกล่าวขึ้น จะทำให้กลุ่มโรงพยาบาลต่างมีรายได้ลดลง จากคนที่ซื้อประกันสุขภาพแล้วมาใช้บริการรักษาตัว เช่น หากเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย อาจเลือกซื้อยากินเอง มากกว่าจะมุ่งมาที่โรงพยาบาล

ทีนี้ย้อนกลับมาดูตัวเลขรายได้จากประกันสุขภาพจากโรงพยาบาลหลัก ๆ

ข้อมูลจากหลักทรัพย์กรุงศรี บอกว่า เมื่อดูจากตัวเลขรายได้ย้อนหลังในข่วงปี 2563 ถึง 9 เดือนแรกของปี 2568 จะพบว่าสัดส่วนรายได้จากกลุ่มลุกค้าที่ใช้ประกันสุขภาพเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด

และจากข้อมูลล่าสุดพบว่า BDMS มีสัดส่วนรายได้จากประกันสูงสุดที่ 38%

ตามด้วย บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG สัดส่วนรายได้จากประกันที่ 32%

บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH และ บริษัท โรงพยาบาลจุฬารัตน์ จำกัด (มหาชน) และ CHG มีสัดส่วนรายได้จากประกันที่ 25%

ส่วน PR9 สัดส่วนรายได้จากประกันที่ 24%

ส่วนท้าย คือ BH สัดส่วนรายได้จากประกันที่ 21%

ราคาหุ้นกลุ่มรพ.ที่ปรับลงมาตั้งแต่ปลายปี 2567 ปัจจัยลบหลัก ๆ นั้นมาจากเรื่องโคเพย์นี่แหละ

และเมื่อล่าสุดมีข่าวว่าบริษัทประกันชีวิตยักษ์ใหญ่ คือ “เอไอเอ” จะยกเลิกการขายประกันแบบ “เหมาจ่าย” แล้วหันมาขายแบบโคเพลย์เป็นหลัก เลยทำให้หุ้นกลุ่มรพ.ถูกทิ้งลงมาเพิ่มอย่างหนักเมื่อวานนี้

แต่ประเด็นที่น่าสนใจจะอยู่ตรงที่แม้ค่ายประกันจะยกเลิกขายประกันแบบเหมาจ่าย

ทว่าหากเป็น “กลุ่มลูกค้าเก่า” ที่ซื้อประกันสุขภาพมาต่อเนื่อง และหากต้องการต่ออายุกรมธรรม์ จะยังสามารถดำเนินการได้ตามประกันสุขภาพรูปแบบเดิม (เหมาจ่าย)

และบริษัทประกันนั้น ๆ ไม่สามารถที่จะปฏิเสธการขายแบบเหมาจ่ายได้

เพราะหากดูจากมาตรฐานประกันสุขภาพใหม่ (New Health Standard)ใหม่ล่าสุด

และกำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2564 ระบุชัดว่า

“บริษัทประกันไม่สามารถปฏิเสธการต่ออายุกรมธรรม์ประกันสุขภาพได้ เว้นแต่ผู้เอาประกันแจ้งข้อมูลเท็จหรือปกปิดข้อมูลสำคัญ ทำให้ลูกค้าประกันเดิมไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นดังกล่าว”

มาสู่คำถามที่ว่า ราคาหุ้นกลุ่ม รพ. ลงมามากเกินไปหรือไม่

หรือตอบรับกับปัจจัยลบไปมากน้อยแค่ไหน

ตรงนี้ ต้องมาดูว่านักลงทุนสถาบันหรือ “กองทุน” ปรับพอร์ตด้วยการขายหุ้นรพ.ออกกันสะเด็ดน้ำหรือยัง

เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า หุ้นรพ.ที่ลงมาต่อเนื่อง เกิดจากกองทุนทั้งของไทยและต่างประเทศได้เทขายกันออกมากันสนุกสนานในช่วงปีกว่า ๆ ที่ผ่านมา

หากระดับ P/E, P/BV และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลลงมาอยู่ในระดับน่าสนใจ

เชื่อว่าจะเริ่มเห็นแรงซื้อกลับ

Back to top button