
‘อารียา’ ระเบิดเวลาอสังหา.!?
ถ้าพูดถึงบริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ A เชื่อว่านักลงทุนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะนักลงทุนในยุคอนาล็อกน่าจะคุ้นเคยกันดีในฐานะเป็นเจ้าของหมู่บ้านดัง “อารียา”(Areeya)
ถ้าพูดถึงบริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ A เชื่อว่านักลงทุนจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะนักลงทุนในยุคอนาล็อกน่าจะคุ้นเคยกันดีในฐานะเป็นเจ้าของหมู่บ้านดัง “อารียา”(Areeya) ซึ่งเป็นหนึ่งในแบรนด์อสังหาฯ เก่าแก่ที่ได้รับความนิยมในยุคหนึ่ง… แต่ถ้าสังเกตพักหลัง ๆ มาจะเงียบหายไป
อาจเป็นเพราะด้วยไซซ์ซิ่งกลาง ๆ ทำให้ขยับได้ไม่มาก ขณะที่แบรนด์ดูไม่ทันสมัย แม้ที่ผ่านมาทายาทเจน 2 เข้ามารับไม้ต่อ พยายามแตกแบรนด์ใหม่ อาทิเช่น AREN, COMO BOTANICA, COMO BIACA เน้นสไตล์โมเดิร์นมากขึ้น เพื่อจับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ก็ยังไม่ปังเท่าที่ควร
มิหนำซ้ำ มีค่ายอสังหาฯ แบรนด์ใหม่เกิดขึ้นเยอะแยะ ทำให้มีการแข่งขันกันสูง อย่างการมาของบริษัท พฤกษา โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ PSH ที่สร้างความฮือฮา…เคยโด่งดังมาก ประกอบกับที่ผ่านมามีเปิดโครงการใหม่บ้าง แต่มีน้อย ยิ่งระยะหลังมานี้แทบไม่เห็นการเปิดโครงการใหม่เลย ทำให้คนรับรู้แบรนด์น้อยลงเรื่อย ๆ
ไม่เท่านั้น ยังถูกซ้ำเติมด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้กำลังซื้อหดหาย ขณะที่แบงก์นับวันยิ่งปล่อยกู้ยากมากขึ้น ทำให้ A ขายของยากขึ้นไปด้วย พอ Income ไม่มา ก็ไม่มีเงินไปต่อยอดโครงการใหม่ ๆ ก็วนลูปมาสู่ปัญหาสภาพคล่อง..!!
ขณะที่การออกหุ้นกู้ ถือเป็นทางรอดของค่ายอสังหาฯ ซึ่งดำเนินการได้ง่ายกว่าการไปกู้เงินแบงก์ ทำให้หลายบริษัทอสังหาฯ หันมาออกหุ้นกู้กันเยอะ โดยจูงใจด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงลิ่ว…
มิน่าล่ะ…ถ้าไปส่องหนี้สินของ A ซึ่ง ณ สิ้นไตรมาส 3/2568 มีหนี้หุ้นกู้สูงกว่า 4,608.96 ล้านบาทค้ำคออยู่ ในขณะที่มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดในกระเป๋าเพียงแค่ 48.23 ล้านบาทเท่านั้น
เลยเป็นที่มาของการผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ ซึ่งครบกำหนดชำระดอกเบี้ยในวันที่ 5 ม.ค.2569 จำนวน 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ หุ้นกู้รุ่น A25OA มูลค่า 437.25 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 7.75% ต่อปี จะครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 4 ต.ค.2570 โดยมีดอกเบี้ยที่ผิดนัดชำระ 2.82 ล้านบาท
และหุ้นกู้รุ่น A257A มูลค่า 540.60 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 7.75% ต่อปี จะครบกำหนดไถ่ถอนในวันที่ 1 ก.ค.2570 โดยมีดอกเบี้ยที่ผิดนัดชำระ 3.52 ล้านบาท
ส่วนสาเหตุก็มาจากบริษัทขาดสภาพคล่องนั่นแหละ ซึ่ง A ระบุชัดว่า “ผลการดำเนินงานในงวด 9 เดือนของปี 2568 บริษัทมีรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ 560.5 ล้านบาท ลดลง 47% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 1,058.8 ล้านบาท เป็นผลมาจากยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ลดลงเป็นอย่างมากทั้งในส่วนของทาวน์เฮ้าส์ บ้านเดี่ยว และอาคารชุด
รวมทั้งในปี 2568 บริษัทไม่มีรายได้จากการขายที่ดินเปล่า สืบเนื่องมาจากตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังชะลอตัวจากสภาพเศรษฐฏิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ กำลังซื้อลดลง รวมถึงความเข้มงวดของแบงก์ในการอนุมัติสินเชื่อรายย่อย ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงาน และ EBITDA ติดลบ รวมทั้งในไตรมาส 4/2568 ยอดขายของบริษัทยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กระแสเงินสดไม่เพียงพอสำหรับรองรับดอกเบี้ยงวดดังกล่าว”
คิดดูแล้วกัน ดอกเบี้ยแค่ 6.34 ล้านบาท A ยังไม่มีปัญญาจ่ายเลย…บ่งบอกว่า มีปัญหาสภาพคล่องอย่างหนักนะเนี่ย น่าเห็นใจจริง ๆ
ขณะที่แนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับแบงก์เพิ่มเติม โดยเมื่อวันที่ 9 ม.ค.2569 บริษัทได้ชำระดอกเบี้ยไปบางส่วนแล้วจำนวน 2 ล้านบาท ส่วนดอกเบี้ยที่เหลือบริษัทจะดำเนินการชำระให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 16 ม.ค.2569 นี้
ดูแล้วปัญหาสภาพคล่องคงไม่ได้เกิดแค่กับ A ค่ายเดียวเท่านั้น อสังหาฯ ค่ายกลาง–เล็ก ก็น่าจะมีชะตากรรมไม่แตกต่างกัน ซึ่งสุดท้ายจะระเบิดเวลาเหมือน A หรือเปล่า..?? ต้องติดตามกันต่อไป
ก็หวังว่ารัฐบาลชุดใหม่จะมีมาตรการใหม่ ๆ ออกมากระตุ้นตลาดอสังหาฯ ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะนับตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิตมา ตลาดอสังหาฯ ก็ยังไม่ฟื้นเลยนะ…
เกรงว่าสุดท้ายแล้วแบรนด์ขนาดกลาง – เล็กที่อยู่ในภาวะยากลำบากจะล้มหายตายจากไปเรื่อย ๆ นะสิ
ขออย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย…
…อิ อิ อิ…