รพ.บำรุงราษฎร์ เตือน “โรคอ้วน” วิกฤตสุขภาพคนไทย ฉุดเศรษฐกิจชาติ 5.6 ล้านล้านบาท

โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ชี้ “โรคอ้วน” กำลังกลายเป็นวิกฤตสุขภาพระดับชาติ กระทบทั้งคุณภาพชีวิตประชาชนและศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว หลังข้อมูลระบุคนไทยมีภาวะน้ำหนักเกินและอ้วนกว่า 42% ประเมินความสูญเสียทางเศรษฐกิจอาจพุ่งแตะ 5.6 ล้านล้านบาท ในอีก 34 ปี หากไม่เร่งแก้ไขอย่างจริงจัง


ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH เปิดเผยว่า จากรายงานของ World Obesity Federation (WOF) ระบุว่า ปี 2568 ประชากรทั่วโลกมากกว่า 800 ล้านคน ประสบปัญหาโรคอ้วน และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงถึง 1,000 ล้านคน ภายในปี 2573 ขณะที่ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รายงานว่า คนไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป มีน้ำหนักเกินและมีภาวะอ้วนสูงถึง 42.4% ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่ากังวลต่อสุขภาพในระยะยาว การมีน้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐานไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังเป็นปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงและเป็นประตูสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่อันตรายหลายชนิด เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมันพอกตับ และมะเร็งบางชนิด

ภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนในคนไทย ยังทำให้ประเทศเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาล โดยจากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และ WOF ประเมินว่าในปี 2019 (พ.ศ. 2562) ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายจากภาวะโรคอ้วนของคนไทยได้สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 8.27 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 256,370 ล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็นมูลค่าราว 1.5% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 2562 ที่ 16.87 ล้านล้านบาท หรือเฉลี่ย 4,000 บาทต่อคน

รายงานคาดการณ์ของ WOF ชี้ว่า หากไม่เร่งจัดการปัญหานี้หรือแนวโน้มยังไม่ถูกชะลอ ภายในปี 2060 (พ.ศ. 2603) หรือในอีก 34 ปีข้างหน้า ผลกระทบทางเศรษฐกิจของไทยอาจเพิ่มเป็น 180.78 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 5.6 ล้านล้านบาท (31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ) คิดเป็น 5.6% ของ GDP ไทยในอนาคต โดยมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นถึง 22 เท่า จากฐานปี 2562 โดยความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ ประเมินจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลโดยตรง และค่าใช้จ่ายทางอ้อมจากความสูญเสียของประสิทธิภาพการทำงานที่ลดลง การขาดงาน การทำงานได้ไม่เต็มที่ จนถึงการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งกระทบต่อศักยภาพการเติบโตของประเทศโดยตรง ซึ่วจากปัญหาที่กำลังขยายตัวนี้

“โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ให้ความสำคัญกับการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน และตระหนักถึงปัญหาของผู้มีน้ำหนักไม่สมดุล โดยโรงพยาบาลฯ ให้การดูแลรักษาเพื่อควบคุมน้ำหนักในมิติที่หลากหลาย ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทางและทีมงานสหสาขาวิชาชีพที่ร่วมกันออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล โดยพิจารณาปัจจัยทางด้านร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ครอบคลุมทางเลือกการรักษาที่หลากหลาย ตั้งแต่การใช้ยา จนถึงการส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร และการผ่าตัด ควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ทั้งการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย เพื่อการรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุดและยั่งยืน” ดร.อาทิรัตน์ กล่าว

พญ.นพวรรณ กิติวัฒน์ แพทย์ชำนาญการด้านโรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิซึม ระบุว่า แนวคิด Weight Management คือการดูแลน้ำหนักให้อยู่ในระดับเหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคล ไม่ใช่การลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน แต่เป็นกระบวนการดูแลสุขภาพระยะยาว โดยผู้ที่มีค่า BMI ตั้งแต่ 27.5 ขึ้นไป (เกณฑ์อาเซียน) หรือ BMI ตั้งแต่ 25 ร่วมกับโรคร่วม อาจพิจารณาการรักษาด้วยยาในกลุ่ม GLP-1RA ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อช่วยควบคุมความอยากอาหารและลดความเสี่ยงโรคแทรกซ้อน

ขณะที่ รศ.คลินิก นพ.ทศพล เกิดศิริชัยรัตน์ แพทย์ชำนาญการด้านโรคทางเดินอาหารและการส่องกล้องขั้นสูง กล่าวว่า โรคอ้วนส่งผลโดยตรงต่อระบบทางเดินอาหาร และก่อให้เกิด “ภัยเงียบ” เช่น กรดไหลย้อน ไขมันพอกตับ นิ่วในถุงน้ำดี และมะเร็งบางชนิด สำหรับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการปรับพฤติกรรมหรือการใช้ยา การส่องกล้องเย็บกระเพาะอาหาร (ESG) เป็นอีกทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ ลดน้ำหนักส่วนเกินได้เฉลี่ย 15-20% ภายใน 1-2 ปี และในบางกรณีเมื่อใช้ร่วมกับยา GLP-1RA สามารถลดน้ำหนักได้สูงถึง 44%

ด้าน พญ.มรกต สุวรรณการ แพทย์ชำนาญการด้านโภชนศาสตร์ กล่าวว่า หัวใจของการควบคุมน้ำหนักคือการปรับพฤติกรรมการกินอย่างถาวร ไม่ใช่การลดตัวเลขบนเครื่องชั่งเพียงอย่างเดียว การออกแบบแผนโภชนาการเฉพาะบุคคล โดยคำนึงถึงไลฟ์สไตล์และเป้าหมายสุขภาพ จะช่วยลดความเสี่ยงการกลับมาอ้วนซ้ำ (Yo-Yo Effect) และรักษามวลกล้ามเนื้อได้อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์มองว่าการดูแลน้ำหนักไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่คือ “การลงทุนด้านสุขภาพ” ที่ให้ผลตอบแทนระยะยาว ทั้งในมิติคุณภาพชีวิต สุขภาพจิต และศักยภาพการทำงาน สอดรับกับแนวคิด Health Resolution ที่จะมีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับสุขภาพคนไทยและความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจประเทศในอนาคต.

Back to top button