CGSI มองกรอบ SET วันนี้ 1,300–1,330 จุด ชูหุ้นเด่น GULF-BH

CGSI ประเมินดัชนี SET วันนี้แกว่งตัวในกรอบ 1,300–1,330 จุด ท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยต่างประเทศ ทั้งการประชุมเฟด สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ พร้อมชู GULF และ BH เป็นหุ้นเด่น จากแนวโน้มกำไรที่ชัดเจนและมูลค่าหุ้นอยู่ในระดับน่าสนใจ


ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในสัปดาห์นี้ไว้ที่ระดับ 1,300–1,330 จุด โดยนักลงทุนยังคงจับตาปัจจัยสำคัญจากต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งจะมีขึ้นในสัปดาห์นี้ รวมถึงการทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า “7 นางฟ้า”

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกยังคงตึงเครียด โดยล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเตรียมปรับขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์และเวชภัณฑ์จากเกาหลีใต้ในอัตรา 25% ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้ขู่จะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากแคนาดาสูงถึง 100% หากแคนาดาทำข้อตกลงทางการค้ากับจีน นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสนิปาห์ในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน CGSI แนะนำหุ้นเด่น ได้แก่ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF โดยมองว่าทิศทางการทำกำไรของบริษัทมีความชัดเจนมากขึ้น ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรมีการเติบโตสูงกว่าที่ฝ่ายวิจัยคาดการณ์ไว้ โดยปัจจัยหลักมาจากผลการดำเนินงานของ ADVANC และการขยายธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ CGSI ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิในช่วงปี 2568–2569 (25–27F) ขึ้น

นอกจากนี้ โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) อาจก่อให้เกิดภาวะคอขวดด้านพลังงานไฟฟ้า ที่ดิน และจังหวะเวลาในการพัฒนาโครงการ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อแพลตฟอร์มธุรกิจของ GULF ที่มีความพร้อมและสามารถได้รับประโยชน์โดยตรง ทั้งนี้ กำหนดจุดทำกำไรที่ระดับ 47.50 บาท และจุดตัดขาดทุนที่ระดับ 45.75 บาท

ขณะเดียวกัน CGSI ยังแนะนำหุ้น บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH โดยระบุว่านักลงทุนมีความกังวลต่อผลกระทบจากมาตรการ co-payment มากเกินไป เมื่อพิจารณาจากระดับการประเมินมูลค่าหุ้นในปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงเกิดวิกฤตการเงินโลกในปี 2551 (2008) ฝ่ายวิจัยจึงปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้น BH จากเดิม “ถือ” เป็น “ซื้อ” โดยคงราคาเป้าหมายเดิมไว้ที่ 178 บาท อิงอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ที่ระดับ 20 เท่า สำหรับปี 2570 (FY27) ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 10 ปี ประมาณ 1.5 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ทั้งนี้ กำหนดจุดทำกำไรที่ระดับ 170.00 บาท และจุดตัดขาดทุนที่ระดับ 166.50 บาท

Back to top button