“ฟิลลิป” มอง SET ปีนี้แตะ 1,440 จุด ชูท่องเที่ยว–ดอกเบี้ยขาลงหนุนตลาด

บล.ฟิลลิป ประเมินหุ้นไทยปี 69 ฟื้นตัวต่อเนื่องแตะระดับ 1,440 จุด จากแรงหนุนภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวเต็มรูปแบบ คาดนักท่องเที่ยวต่างชาติแตะ 35 ล้านคน ควบคู่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง หนุนบรรยากาศการลงทุนและการใช้จ่ายในประเทศกลับมาคึกคัก


บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ฟิลลิปแคปปิตอล จัดงานสัมมนาการลงทุนประจำปี “Phillip Investment Forum 2026” ณ หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีนักลงทุนให้ความสนใจเข้าร่วมงานกว่า 300 คน เต็มความจุของห้องประชุม สะท้อนความเชื่อมั่นและความสนใจต่อทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนในปี 2569 พร้อมร่วมทดลองใช้งานแอปพลิเคชันใหม่ของบริษัทอย่างใกล้ชิด

นักวิเคราะห์ของบล.ฟิลลิป ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวรับการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยฉากทัศน์ที่มีความเป็นไปได้สูงคือการจับมือกันระหว่างพรรคแกนนำหลัก ได้แก่ พรรคประชาชน พรรคภูมิใจไทย หรือพรรคเพื่อไทย ซึ่งล้วนมีนโยบายสำคัญมุ่งกระตุ้นการบริโภค การลงทุนภาคเอกชน และสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บล.ฟิลลิป ให้เป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ในปี 2569 ไว้ที่ระดับ 1,440 จุด ภายใต้สมมติฐานการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ 1.7%

ปัจจัยสนับสนุนหลักประกอบด้วย 2 แรงหนุนสำคัญ ได้แก่ ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยแตะระดับ 35 ล้านคน และทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาลง โดยคาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% สู่ระดับ 1.00% ภายในช่วงไตรมาสแรกของปี 2569

สำหรับมุมมองต่อตลาดต่างประเทศ บล.ฟิลลิป ระบุว่า กระแสการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ได้เป็นฟองสบู่ แต่เป็นรอบการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีกระแสเงินสดจริงรองรับ โดยแนะนำให้นักลงทุนปรับกลยุทธ์หมุนเงินลงทุนเข้าสู่ธีม “Physical AI” รวมถึงกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการขยายตัวของ Data Center ทั่วโลก

ในด้านกลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุน บล.ฟิลลิป แนะนำสูตรจัดพอร์ต 50-30-20 เพื่อรองรับการลงทุนในปี 2569 โดยแบ่งออกเป็น Theme Play สัดส่วน 50% เน้นการเติบโตจากนโยบายภาครัฐ ดอกเบี้ยขาลง และธีม AI/Nuclear อาทิ AMATA และ GULF ที่ได้ประโยชน์จากการลงทุนภาคเอกชนและนโยบายรัฐ BA ที่รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยว SAWAD ที่ได้แรงหนุนจากทิศทางดอกเบี้ยขาลง รวมถึงหุ้นต่างประเทศอย่าง NVIDIA และ Vertiv Holdings ตลอดจนกองทุน ES-GTECH และ LHNUKZ

ส่วน Resilient Play สัดส่วน 30% มุ่งเน้นความมั่นคงและกระแสเงินสด ประกอบด้วย CPALL, TISCO, หุ้นต่างประเทศอย่าง Novo Nordisk และกองทุน SCBGHCA ขณะที่ Alternative สัดส่วน 20% ใช้เพื่อป้องกันความเสี่ยง โดยแนะนำกองทุนทองคำ SCBGOLD เป็น Strategic Core Holding ท่ามกลางแนวโน้มทองคำขาขึ้นในระยะยาว

ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก นพ.พงศธร ธนบดีภัทร เจ้าของช่องธุรกิจชื่อดัง Nop Pongsatorn ร่วมบรรยายพิเศษในหัวข้อ “The New Wealth Code” โดยนำเสนอแนวคิดการคัดกรองบริษัทในยุค AI ผ่าน Framework “4 Archetypes” ได้แก่ กลุ่มเจ้าของโครงสร้างพื้นฐาน AI กลุ่มบริษัทที่ขับเคลื่อนด้วย AI เป็นหลัก กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ที่นำ AI มาปรับใช้ และกลุ่มบริษัทที่มีความเสี่ยงถูก AI เข้ามาแทนที่ พร้อมเน้นย้ำถึงการประเมิน “ROAI” หรือ Return on AI เพื่อวัดผลตอบแทนจากการใช้ AI อย่างเป็นรูปธรรม

ขณะเดียวกัน นายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บริษัทได้เปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่ “Phillip Pocket” ภายใต้แนวคิด “Just Right” ซึ่งถูกออกแบบมาเป็นทางเลือกเสริมจากแอปเทรดเดิม เน้นความคล่องตัว ใช้งานง่าย สำหรับนักลงทุนที่ต้องการตรวจสอบพอร์ตและส่งคำสั่งซื้อขายได้อย่างรวดเร็ว

จุดเด่นของ Phillip Pocket คือการรองรับการลงทุนแบบ Multi-Asset ครอบคลุมหุ้นไทย หุ้นสหรัฐฯ และกองทุนรวมในแอปเดียว รวมถึงฟีเจอร์ Multi-Portfolio สำหรับแยกพอร์ตตามเป้าหมายการลงทุน พร้อมปลดล็อกข้อจำกัดด้านเงินลงทุนด้วย Fractional Share สามารถลงทุนหุ้นระดับโลกได้ตั้งแต่ 1 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 0.001 หุ้น รองรับการลงทุนแบบ DCA เริ่มต้นเพียง 500 บาทต่อเดือน และบริการแชตเพื่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยตรง

นายสานุพงศ์ ยังกล่าวถึงแผนในอนาคตว่า บริษัทเตรียมพัฒนาแพลตฟอร์มเทรดขั้นสูง “Phillip P3” ที่มาพร้อม Advanced Chart และข่าวสารแบบเรียลไทม์ เพื่อเสริมสร้าง Ecosystem การลงทุนของฟิลลิปให้ครอบคลุมนักลงทุนทุกกลุ่มอย่างสมบูรณ์

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า บริเวณ Investment Experience Zone ภายในงานได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะโซนทดลองใช้งานแอปพลิเคชัน Phillip Pocket และบริการ Personal Advisor สะท้อนความต้องการของนักลงทุนรายย่อยที่มองหาเครื่องมือการลงทุนและคำแนะนำที่เข้าถึงง่ายและใช้งานได้จริง

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและบทวิเคราะห์จากฟิลลิปแคปปิตอลได้ที่เว็บไซต์ www.phillip.co.th รวมถึงช่องทาง Facebook, Instagram และ TikTok ของ PhillipCapitalTH โดยบริษัทพร้อมให้คำปรึกษาด้านการลงทุนและแนะนำหุ้นเด่นประจำวันโดยไม่มีค่าใช้จ่ายจากผู้เชี่ยวชาญ.

Back to top button