“ดาวโจนส์” ปิดลบ 409 จุด หุ้นประกันร่วง เซ่น Medicare โตต่ำแค่ 0.09%

หุ้นสหรัฐฯ ผันผวน หุ้นประกันสุขภาพทรุดหลังรัฐเสนออัตราจ่ายโครงการประกันสุขภาพผู้สูงอายุต่ำกว่าคาด ฉุดดาวโจนส์ปิดร่วง ขณะที่ S&P 500 ทำสถิติสูงสุดใหม่


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดผันผวน ในคืนวันอังคาร (27 ม.ค.69) โดยดัชนีดาวโจนส์ถูกแรงขายถ่วงอย่างหนักจากหุ้นกลุ่มประกันสุขภาพ หลังรัฐบาลสหรัฐฯ เสนอปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินโครงการประกันสุขภาพผู้สูงอายุ (Medicare Advantage) ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ขณะที่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวขึ้น โดย S&P 500 ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่องเป็นวันที่ 5

ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (.DJI) ปิดที่ 49,003.41 จุด ลดลง 408.99 จุด หรือ -0.83% ดัชนี S&P 500 (.INX) ปิดที่ 6,978.60 จุด เพิ่มขึ้น 28.37 จุด หรือ +0.41% และดัชนี Nasdaq Composite (.IXIC) ปิดที่ 23,817.10 จุด เพิ่มขึ้น 215.74 จุด หรือ +0.91%

แรงกดดันหลักต่อตลาดมาจากกลุ่มประกันสุขภาพ หลังรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินให้บริษัทที่เข้าร่วมโครงการ Medicare Advantage ในปีนี้เฉลี่ยเพียง 0.09% ซึ่งต่ำกว่าระดับ 4–6% ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยอัตราการจ่ายดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดระดับเบี้ยประกันรายเดือนและสิทธิประโยชน์ของแผนประกัน และส่งผลโดยตรงต่อความสามารถทำกำไรของบริษัท

ข่าวดังกล่าวฉุดหุ้น UnitedHealth Group ทรุดตัวลง 19.6% และเป็นปัจจัยหลักที่กดดันดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงกว่า 400 จุด นอกจากนี้ หุ้น UnitedHealth ยังถูกกดดันจากการที่บริษัทคาดการณ์รายได้ประจำปีต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้

ส่วนหุ้นบริษัทประกันสุขภาพรายอื่นปรับตัวลงแรงเช่นกัน โดย Humana ร่วงลง 21%, CVS Health ดิ่งลง 14.2%, Elevance Health ลดลง 14.3% และ Centene ร่วงลง 10.3%

อย่างไรก็ดี ดัชนี S&P 500 ปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 5 จากแรงหนุนผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน โดยหุ้น United Parcel Service ปรับขึ้น 0.22% หลังบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ในปี 2569 และหนุนหุ้นคู่แข่งอย่าง FedEx พุ่งขึ้น 2.61% ขณะที่หุ้น General Motors ทะยานขึ้น 8.75% หลังเปิดเผยกำไรไตรมาส 4 เพิ่มขึ้น

ด้านดัชนี Nasdaq ปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 5 เช่นกัน จากแรงซื้อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ก่อนบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่จะเปิดเผยผลประกอบการในสัปดาห์นี้ โดยหุ้น Microsoft พุ่งขึ้น 2.2%, Nvidia บวก 1.1%, Apple เพิ่มขึ้น 1.1%, Amazon พุ่งขึ้น 2.6% และ Broadcom ปรับขึ้น 2.4%

ทั้งนี้ หุ้น 9 ใน 11 กลุ่มอุตสาหกรรมของดัชนี S&P 500 ปิดในแดนบวก นำโดยกลุ่มเทคโนโลยีพุ่งขึ้น 1.42% ตามด้วยกลุ่มสาธารณูปโภคเพิ่มขึ้น 1.25% ขณะที่กลุ่มสุขภาพปรับตัวลงมากที่สุด 1.66% และกลุ่มการเงินลดลง 0.74%

สำหรับหุ้น Boeing เคลื่อนไหวผันผวน โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้นกว่า 2% ในช่วงเช้า ก่อนปิดตลาดลดลง 1.6% หลังเปิดเผยผลประกอบการที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ขณะที่หุ้นสายการบิน American Airlines ร่วงลง 7% จากความกังวลว่าพายุฤดูหนาวจะกระทบผลประกอบการไตรมาสแรก ส่วนหุ้น JetBlue ลดลง 6.9% หลังขาดทุนไตรมาส 4 สูงกว่าคาด จากผลกระทบสภาพอากาศเลวร้ายและการชัตดาวน์หน่วยงานรัฐ

นักลงทุนจับตาการรายงานผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Meta Platforms, Microsoft และ Tesla ในวันที่ 28 มกราคมนี้ รวมถึงผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ เฟด (Fed) ซึ่งตลาดคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ย

ด้านข้อมูลเศรษฐกิจ Conference Board รายงานว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐปรับลดลง 9.7 จุด สู่ระดับ 84.5 ในเดือนมกราคม 2569 ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ ขณะที่ ADP ระบุว่า การจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7,750 ตำแหน่งต่อสัปดาห์ ในช่วง 4 สัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา

Back to top button