CENTEL รายได้โรงแรม-อาหารพุ่ง ดันกำไร Q1 โต 186% ทะลุ 2.1 พันล้านบาท

CENTEL รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 1/2569 แตะ 2,142.54 ล้านบาท โต 186.50% รับแรงหนุนธุรกิจโรงแรมฟื้นตัวต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงธุรกิจอาหารทำกำไรปรับตัวดีขึ้น หลังคุมต้นทุนและลดปริมาณสาขาลง


บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 สิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2569 มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น ดังนี้

บริษัทรายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 มีกำไรสุทธิ จำนวน 2,142.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 186.50% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 747.85 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงแรมที่เติบโตต่อเนื่องทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประกอบกับธุรกิจอาหารมีความสามารถในการทำกำไรปรับตัวดีขึ้น จากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพและการปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรตามกลยุทธ์ของบริษัท

สำหรับธุรกิจโรงแรมในไตรมาส 1/2569 มีรายได้รวมอยู่ที่ 3,754 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 195 ล้านบาท หรือเติบโต 5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการเติบโตของรายได้โรงแรมเซ็นทารา มิราจ ลากูน มัลดีฟส์ ซึ่งปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องในช่วงเริ่มเปิดดำเนินการ รวมถึงการรับรู้รายได้จากโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ ลากูน มัลดีฟส์ ที่เริ่มเปิดให้บริการตั้งแต่เดือนเมษายน 2568

นอกจากนี้ ผลประกอบการของโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ มิราจ บีช รีสอร์ท พัทยา และโรงแรมเซ็นทารา กะรน ภูเก็ต ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจโรงแรมมีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 2,530 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรขั้นต้น 2,314 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นไม่รวมรายได้อื่นอยู่ที่ 72% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 71% ในไตรมาส 1/2568

ขณะเดียวกัน ธุรกิจโรงแรมมีกำไรก่อนค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย ดอกเบี้ยจ่าย และภาษีเงินได้ หรือ EBITDA จำนวน 1,637 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 91 ล้านบาท หรือเติบโต 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 1,546 ล้านบาท โดยมีอัตรา EBITDA ต่อรายได้รวมอยู่ที่ 44% เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 43% ในไตรมาส 1/2568

ทั้งนี้ ธุรกิจโรงแรมของ CENTEL มีกำไรสุทธิในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 845 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 152 ล้านบาท หรือเติบโต 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 693 ล้านบาท สะท้อนการฟื้นตัวของธุรกิจโรงแรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญหนุนภาพรวมผลประกอบการของบริษัทให้เติบโตแข็งแกร่ง

ส่วนธุรกิจอาหารในไตรมาส 1/2569 มีรายได้รวมอยู่ที่ 3,221 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28 ล้านบาท หรือเติบโต 1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยบริษัทมีอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม หรือ SSS ไม่รวมแบรนด์ร่วมทุนและแบรนด์เดอะ เทอเรสที่รับบริหาร อยู่ที่ 1% ขณะที่อัตราการเติบโตของยอดขายรวม หรือ TSS ไม่รวมแบรนด์ร่วมทุนและแบรนด์เดอะ เทอเรสที่รับบริหาร อยู่ที่ 1% เช่นกัน โดยแบรนด์ที่มีรายได้เติบโตได้ดีเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ คัตสึยะ และคีอานิ

เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 ธุรกิจอาหารมีทิศทางการฟื้นตัวดีขึ้น โดยอัตราการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม หรือ SSS ในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 1% จากไตรมาสก่อนที่ติดลบ 3% ขณะที่อัตราการเติบโตของยอดขายรวม หรือ TSS อยู่ที่ 9% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 4% ทั้งนี้ ไม่รวมคาเฟ่ อเมซอน เวียดนาม และลัคกี้สุกี้

ณ สิ้นไตรมาส 1/2569 บริษัทมีจำนวนสาขาธุรกิจอาหารรวมทั้งสิ้น 1,488 สาขา รวมแบรนด์ร่วมทุน เพิ่มขึ้นสุทธิ 74 สาขา จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มี 1,414 สาขา และเพิ่มขึ้นสุทธิ 59 สาขา จากไตรมาส 4/2568 ที่มี 1,429 สาขา ส่วนหนึ่งมาจากการเริ่มนับรวมสาขาของร้านลัคกี้สุกี้ จำนวน 36 สาขา และลัคกี้บาร์บีคิว จำนวน 12 สาขา ในไตรมาสดังกล่าว

นอกจากนี้ แบรนด์อื่นที่มีการขยายสาขาอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2568 ได้แก่ อานตี้ แอนส์ เพิ่มขึ้น 22 สาขา ชินคันเซ็น ซูชิ เพิ่มขึ้น 20 สาขา มิสเตอร์ โดนัท เพิ่มขึ้น 8 สาขา คัตสึยะ เพิ่มขึ้น 5 สาขา และสลัดแฟคทอรี เพิ่มขึ้น 5 สาขา ขณะเดียวกัน บริษัทได้ปิดสาขาบางแห่งที่ไม่ทำกำไร โดยหลักมาจากแบรนด์ชาบูตง ลดลงสุทธิ 8 สาขา และโยชิโนยะ ลดลงสุทธิ 4 สาขา เพื่อปรับปรุงความสามารถในการทำกำไรตามกลยุทธ์ของบริษัท

ด้านความสามารถในการทำกำไร ธุรกิจอาหารมีกำไรขั้นต้นจำนวน 1,801 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรขั้นต้น 1,691 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 56% ของรายได้ไม่รวมรายได้อื่น เพิ่มขึ้นจาก 54% ในไตรมาส 1/2568

ขณะเดียวกัน ธุรกิจอาหารมี EBITDA อยู่ที่ 711 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 605 ล้านบาท โดยมีอัตรา EBITDA ต่อรายได้รวมอยู่ที่ 22% เพิ่มขึ้นจาก 19% ในไตรมาส 1/2568

ทั้งนี้ ธุรกิจอาหารมีกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่ายและภาษีเงินได้ หรือ EBIT จำนวน 308 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 107 ล้านบาท หรือเติบโต 53% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 232 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 155 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเป็น 7% ของรายได้ธุรกิจอาหาร จากระดับ 5% ในไตรมาส 1/2568

การเติบโตดังกล่าวมีสาเหตุหลักจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในการร่วมค้าที่เพิ่มขึ้น การปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรตามกลยุทธ์ของบริษัท รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจอาหารของ CENTEL มีความสามารถในการทำกำไรปรับตัวดีขึ้น และเป็นอีกแรงสนับสนุนสำคัญต่อผลประกอบการรวมของบริษัทในไตรมาส 1/2569

Back to top button