“ฟินันเซีย ไซรัส” แนะ “ซื้อ” CENTEL เป้า 43 บ. ชี้กำไร Q1 แตะ 861 ล้านบาท

บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาด CENTEL มีกำไรปกติไตรมาส 1/69 แตะ 861 ล้านบาท โต 17% รับแรงหนุนธุรกิจโรงแรมฟื้นตัว-รายได้มัลดีฟส์เด่น คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 43 บาท


บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุในบทวิเคราะห์ ประเมิน บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL จะรายงานกำไรปกติไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 861 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานธุรกิจโรงแรมที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงธุรกิจอาหารที่ยังเติบโตเล็กน้อย

ทั้งนี้ รายได้จากธุรกิจโรงแรม ซึ่งมีสัดส่วน 54% ของรายได้รวม คาดว่าจะเติบโต 19% จากไตรมาสก่อน และ 14% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สะท้อนการเพิ่มขึ้นของอัตราการเข้าพัก (OCC) ในโรงแรมต่างจังหวัดที่เพิ่มขึ้น 10 จุดเปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อน และ 3 จุดเปอร์เซ็นต์จากปีก่อน ขณะที่รายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) ในมัลดีฟส์ปรับตัวดีขึ้น 47% จากไตรมาสก่อน และ 55% จากปีก่อน จากทั้งโรงแรมเดิมและโรงแรมใหม่

ด้านธุรกิจอาหาร คาดว่ารายได้จะทรงตัวจากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยได้รับแรงหนุนจากยอดขายสาขาเดิม (SSSG) และยอดขายรวมทุกสาขา (TSSG) ที่เติบโต 1% แม้อุปสงค์จะชะลอตัวในเดือนมีนาคม

สำหรับ EBITDA margin คาดว่าจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 31.0% ในไตรมาส 1/2569 จาก 30.4% ในไตรมาส 1/2568 จากผลของ operating leverage ในธุรกิจโรงแรม ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนคาดเพิ่มขึ้นเป็น 50 ล้านบาท จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของกิจการร่วมค้า (JV) ธุรกิจอาหาร และการเริ่มรับรู้กำไรจาก Lucky Suki ซึ่งช่วยชดเชยผลการดำเนินงานที่อ่อนตัวของโรงแรมในดูไบ หลัง RevPAR ลดลง 27% จากช่วงเดียวกันปีก่อน จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ CENTEL อาจรับรู้กำไรพิเศษราว 1.4 พันล้านบาท จากธุรกรรมขายและเช่ากลับ (sale-and-leaseback) โรงแรมในญี่ปุ่น ซึ่งจะช่วยหนุนกำไรสุทธิในไตรมาสดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าแนวโน้มกำไรไตรมาส 2/2569 จะอ่อนตัวลงทั้งจากไตรมาสก่อนและช่วงเดียวกันปีก่อน จากผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ต้นทุนน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง และอุปสงค์ที่ชะลอลง โดยยอดจองล่วงหน้าในไตรมาส 2 (รวมโรงแรมดูไบ) คาดว่า RevPAR จะลดลงราว 15% จากช่วงเดียวกันปีก่อน

ขณะที่โรงแรมในไทยคาดว่า RevPAR จะลดลง 5-6% จากแรงกดดันด้านอัตราค่าห้องพักเฉลี่ย (ADR) แม้อัตราการเข้าพักยังทรงตัว ส่วนโรงแรมในมัลดีฟส์คาดว่า RevPAR ยังเติบโตได้ราว 2-3% จากอัตราการเข้าพักที่เร่งตัวขึ้นในโรงแรมใหม่ แต่ยังไม่เพียงพอชดเชยภาพรวมที่อ่อนแอ ส่วนธุรกิจอาหารคาดว่ายอดขายสาขาเดิมจะลดลง 1-2% ตามการบริโภคในประเทศที่ชะลอตัว

ทั้งนี้ จากประมาณการกำไรปกติไตรมาส 1/2569 ที่คิดเป็น 43% ของประมาณการทั้งปี พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” ยังคงประมาณการและราคาเป้าหมายด้วยวิธี DCF ที่ 43 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นระดับ 29 เท่าของ P/E ปี 2569 ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยการซื้อขายในอดีต

โดยมองว่า แม้แนวโน้มระยะสั้นยังเผชิญความไม่แน่นอน แต่หากราคาน้ำมันปรับลดลงและความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย จะเป็นปัจจัยบวกต่อภาคการท่องเที่ยว สนับสนุนผลการดำเนินงานในไทย และลดผลขาดทุนของโรงแรมใหม่ในมัลดีฟส์ ขณะที่แนวโน้มการเติบโตระยะยาวยังแข็งแกร่งจากการขยายธุรกิจและการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

Back to top button