
เงินเฟ้อพ่นพิษ..ปรับทิศดอกเบี้ยขาขึ้น
กระแสคลื่นลมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้โลกกำลังเผชิญปรากฏการณ์ “อาฟเตอร์ช็อก” จากวิกฤตเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อกลายเป็นโจทย์ใหญ่
กระแสคลื่นลมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้โลกกำลังเผชิญปรากฏการณ์ “อาฟเตอร์ช็อก” จากวิกฤตเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อกลายเป็นโจทย์ใหญ่ สั่นคลอนเสถียรภาพทางการเงินทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อสัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มส่งสัญญาณเปลี่ยนทิศทาง จากเคยคาดหวังว่าจะเห็นการ “ปรับลดดอกเบี้ย” กลับกลายเป็นว่า ภายใต้การนำของประธานเฟดคนใหม่ “เควิน วอร์ช” นโยบายการเงินอาจคงความตึงตัว หรือร้ายกว่านั้นคือ “การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย” เพื่อสยบเงินเฟ้อที่ยังสูงในภาคบริการหลัก
ปรากฏการณ์ที่น่ากังวลสุดขณะนี้คือการพุ่งขึ้นของ “บอนด์ยีลด์” หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ที่ทะยานแตะระดับสูงสุดรอบ 19 ปี นับตั้งแต่ปี 2550 โดยบอนด์อายุ 10 ปี พุ่งแตะ 4.66% ขณะที่อายุ 30 ปีทะลุ 5.19% สิ่งนี้สะท้อนว่าตลาดกำลัง “ตื่นตระหนก” และเริ่มปรับสมดุลใหม่ จากความกังวลที่ว่าเงินเฟ้ออาจไม่ลดลงสู่เป้าหมายได้เร็วอย่างที่คิด เนื่องจากราคาน้ำมันโลกยังทรงตัวระดับสูง จากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง ที่ยืดเยื้อและรุนแรงเกินกว่าที่นักวิเคราะห์หลายสำนักได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า
ประเทศไทย แม้อัตราเงินเฟ้อภายในประเทศ ยังไม่ได้สูงรุนแรงเท่ากับฝั่งตะวันตก แต่เราไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบแบบโดมิโน บอนด์ยีลด์ไทย ถูกดึงให้ปรับตัวสูงขึ้นตามทิศทางตลาดโลกอย่างชัดเจน โดยบอนด์อายุ 10 ปีขยับจากต้นปีที่ 1.7% มาอยู่ที่ระดับ 2.41% นอกจากปัจจัยภายนอกแล้ว ปัจจัยภายในประเทศอย่างการออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลไทย เป็นอีกหนึ่งตัวเร่งสำคัญที่จะเพิ่มปริมาณพันธบัตรเข้าสู่ระบบ จนฉุดให้ราคาหน้าตั๋วลดลง และผลักดันให้ผล ตอบแทนหรือต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้นโดยปริยาย
ความน่ากังวลตามมาคือ “ต้นทุนทางการเงิน” ของทั้งภาครัฐและเอกชน เมื่อดอกเบี้ยตลาดเงินปรับตัวสูงขึ้น ภาระหนี้ก็เพิ่มขึ้นตาม “ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” จากกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ชี้ให้เห็นว่า..นี่คือจุดเปราะบางที่จะกดดันให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องตัดสินใจว่าจะตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ต่อไปได้นานแค่ไหน หากส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างไทยกับสหรัฐฯ กว้างเกินไป เงินทุนอาจไหลออกและสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาท รวมถึงส่งผลกระทบต่อ Valuation ของตลาดหุ้นไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“ภาคธุรกิจเอกชน” สถานการณ์เริ่มส่งสัญญาณอันตรายให้เห็นผ่านตลาด “หุ้นกู้” อันเป็นแหล่งระดมทุนสำคัญของบริษัทจดทะเบียน สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ยอมรับว่า ขณะนี้ต้นทุนการออกหุ้นกู้ขยับขึ้นกว่า 0.50-0.70% ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายชะลอการระดมทุน แต่ที่น่าสะพรึงกลัวกว่านั้นคือ “โอกาสในการผิดนัดชำระหนี้” ที่เริ่มปรากฏให้เห็นบ่อยขึ้น
โดยช่วงไตรมาส 1/69 มีบริษัทผิดนัดชำระแล้วถึง 4 ราย มูลค่ารวมเกือบ 9,000 ล้านบาท ล่าสุดกรณีบริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAND ที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง จนผิดนัดชำระหนี้ ยิ่งตอกย้ำภาพเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว
สินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง “ทองคำ” เกิดความผันผวนไม่น้อยเช่นกันราคาทองคำถูกแกว่งด้วย 2 แรงบวกและลบ ด้านหนึ่งคือความเสี่ยงจากสงครามที่หนุนให้คนถือทองคำ แต่ทว่าอีกด้านคือแรงกดดันจากดอกเบี้ยขาขึ้น ทำให้ทองคำดูน่าสน ใจน้อยลง ผู้เชี่ยวชาญจากบล.โกลเบล็ก ประเมินว่า ราคาทองจะผันผวนหนักตามกรอบ 4,400-4,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นจังหวะที่นักลงทุนต้องใช้ความระมัดระวัง และบริหารความเสี่ยงจากนโยบายของประธานเฟดคนใหม่ที่ยังไม่ชัดเจน
อย่างไรก็ดีทุกวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอ โดยบลจ.กสิกรไทย มองว่า ภาวะที่คนกังวลและเทขายพันธบัตรจนยีลด์พุ่งสูงเช่นนี้ กลับเป็น “โอกาสทอง” ของนักลงทุนตราสารหนี้ ที่เน้นการถือครองระยะยาว 3-5 ปี เพราะจะได้ผลตอบแทนระดับ 5-6% ต่อปี ซึ่งหาได้ยากช่วงก่อนหน้า ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นสหรัฐฯ ที่ปรับตัวขึ้นมาสูง อาจถึงเวลาที่ต้อง “ขายทำกำไร” เพื่อปรับพอร์ตมาถือสินทรัพย์ ที่มีความปลอดภัยและให้กระแสเงินสดสม่ำเสมอ มากกว่าสภาวะเศรษฐกิจโลกยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
“อาฟเตอร์ช็อก” ครั้งนี้คือบททดสอบทั้งรัฐบาลที่ต้องบริหารจัดการหนี้สาธารณะอย่างรัดกุม ภาคเอกชนที่ต้องเร่งบริหารกระแสเงินสดเพื่อไม่ให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ นักลงทุนที่ต้องไวต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินโลก เพราะยุคที่ “เงินเฟ้อค้างฟ้าและดอกเบี้ยขาขึ้น” การปรับตัวช้าเพียงก้าวเดียว อาจหมายถึงความเสียหายมหาศาลได้..!!