ตลท.ปรับ Tick Size ลดต้นทุนเทรด-เพิ่มคุณภาพตลาดหุ้นไทย

การปรับโครงสร้าง Tick Size ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในครั้งนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายแค่ ทำให้ราคาหุ้นขยับขึ้นลงแบบมีคุณภาพ แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานโครงสร้างเชิงกลไกตลาดของตลาดทุน


การปรับโครงสร้าง Tick Size ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ในครั้งนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายแค่ ทำให้ราคาหุ้นขยับขึ้นลงแบบมีคุณภาพ แต่เป็นการยกระดับมาตรฐานโครงสร้างเชิงกลไกตลาดของตลาดทุน (Market Microstructure) ให้เข้าใกล้ตลาดพัฒนามากขึ้น พร้อมกันนั้นยังช่วยลดความผันผวนที่ไม่จำเป็น และลดต้นทุนการซื้อขายของหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงหรือมีปัญหา Tick Size Constraint ไปพร้อมกัน

ที่ผ่านมา หุ้นหลายตัวในตลาดไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่มี Volume สูงและอยู่ในช่วงราคา 10–50 บาท มักเผชิญปัญหา Tick Size กว้างเกินไปเมื่อเทียบกับราคาหุ้นจริง ทำให้ราคากระโดดขึ้นลงช่องละมาก ๆ แม้จะมีแรงซื้อขายเพียงเล็กน้อย ส่งผลให้เกิด Volatility เชิงโครงสร้าง หรือความผันผวนที่ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐาน แต่เกิดจากข้อจำกัดของระบบราคาเอง ทำให้เกิดการไม่สะท้อนความเป็นจริงในการเคลื่อนไหวของราคาหุ้น

ยกตัวอย่าง หุ้นราคา 20 บาท เดิม Tick Size อยู่ที่ 0.10 บาท หมายความว่าราคาขยับทีละ 0.5% ต่อช่อง ซึ่งถือว่าค่อนข้างกว้าง หากมีแรงซื้อเข้ามาเพียงเล็กน้อย ราคาก็สามารถกระโดดขึ้นหลายช่องได้ทันที ทำให้กราฟดูผันผวนมาก ทั้งที่เงินจริงที่ใช้ดันราคาอาจไม่ได้มีจำนวนมากนัก

แต่หากปรับ Tick Size ลงเหลือ 0.05 บาท การขยับต่อช่องจะเหลือเพียง 0.25% การเคลื่อนไหวของราคาจะถี่ขึ้น และสะท้อนแรงซื้อขายจริงได้ดีกว่าเดิม คล้ายกับการเปลี่ยนจากไม้บรรทัดที่มีแค่ขีดทุก 1 เซนติเมตร ไปเป็นไม้บรรทัดที่มีขีดย่อยทุก 1 มิลลิเมตร การวัดค่าจะละเอียดและแม่นยำกว่า

สิ่งที่ได้ตามมาคือ ต้นทุนการลงทุน (Transaction Cost) ของนักลงทุนจะลดลง โดยเฉพาะในหุ้น High Volume ที่มีการแข่งขันของ Bid-Offer  จำนวนมากอยู่แล้ว เพราะต้นทุนที่แท้จริงของนักลงทุนไม่ได้มีแค่ค่าคอมมิชชัน แต่รวมถึง Bid-Ask Spread ด้วย

สมมติหุ้นตัวหนึ่งมี Bid 20.00 บาท และ Offer 20.10 บาท นักลงทุนที่ซื้อแล้วขายทันทีจะเสียต้นทุนส่วนต่าง 0.10 บาท หรือประมาณ 0.5% ตั้งแต่เริ่มต้น แต่ถ้า Tick Size ถูกลดลงจน Spread แคบลงเหลือ 20.00-20.05 ต้นทุนจะลดลงเหลือเพียง 0.25%

สำหรับนักลงทุนทั่วไปอาจดูต่างไม่มาก แต่สำหรับกลุ่มที่เทรดปริมาณสูง เช่น Day Trader, Proprietary Trader หรือ Algorithmic Trading ความต่างเพียง 1–2 ช่อง สามารถแปลเป็นต้นทุนระดับหลายล้านบาทต่อปีได้เช่นกัน

ในอีกมุมหนึ่ง การลด Tick Size ยังช่วยดูดสภาพคล่องเข้าระบบมากขึ้น เพราะเมื่อ Spread แคบ นักลงทุนจะกล้าเข้าเทรดมากขึ้น การจับคู่คำสั่งเกิดง่ายขึ้น และ Market Maker หรือ Liquidity Provider จะสามารถตั้งราคาแข่งขันกันได้ละเอียดกว่าเดิม ตลาดจึงมีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยธรรมชาติ

ที่สำคัญคือ การลด Tick Size ไม่ได้มีผลแค่เรื่องต้นทุน แต่ยังช่วยลด ความผันผวนที่เกิดจากกลไกราคาเอง หุ้นจะไม่ถูกลากขึ้นลงเป็นช่วงใหญ่ ๆ ง่ายเหมือนเดิม ทำให้กราฟราคาเรียบขึ้น และสะท้อนแรงซื้อขายจริงมากขึ้น

การที่ตลาดหุ้นมีการปรับ Tick Size ให้แคบลง และเหมาะสม จะช่วยให้การเคลื่อนไหวของราคามีความต่อเนื่องมากขึ้น ไม่แกว่งแบบกระโดดโดยไม่จำเป็น

อีกผลเชิงโครงสร้างที่สำคัญคือ การลด Tick Size จะช่วยลดโอกาสในการควบคุมราคา หรือการปั่นหุ้นในหุ้นบางกลุ่ม เพราะผู้ที่ต้องการลากราคาจะต้องใช้แรงซื้อและเงินทุนมากขึ้นในการดันราคาให้ขยับในเชิงเปอร์เซ็นต์เท่าเดิม เมื่อระดับราคาถี่ขึ้น การสร้างภาพแรงซื้อหรือ Bid หนา ๆ จะทำได้ยากกว่าเดิม และผู้เล่นอื่นสามารถแทรกคิวแข่งขันได้ง่ายขึ้น

ดังนั้น ภาพรวมของมาตรการนี้จึงไม่ใช่แค่ ลดช่องราคา แต่คือการพัฒนาโครงสร้างตลาดให้มีมาตรฐานสูงขึ้นในหลายมิติพร้อมกัน ทั้งลด Transaction Cost เพิ่มประสิทธิภาพของ Price Discovery ลดความผันผวนเชิงเทคนิค เพิ่มคุณภาพสภาพคล่อง และทำให้การควบคุมราคาหรือสร้างความผิดปกติในตลาดทำได้ยากขึ้น

ทั้งหมดนี้สะท้อนแนวคิดสำคัญว่า ตลาดทุนยุคใหม่ไม่ได้แข่งขันกันแค่จำนวนบริษัทจดทะเบียนหรือมูลค่าซื้อขาย แต่แข่งขันกันที่ คุณภาพของโครงสร้างตลาดด้วย เพราะยิ่งระบบซื้อขายมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และต้นทุนต่ำมากเท่าไร ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น

อึ้งย้ง

Back to top button