
เมย์แบงก์ชี้ SpaceX อนาคตไกล ชี้ช่องลงทุนผ่านกองทุน-DR
บล.เมย์แบงก์ (MST) ประเมินทิศทางหุ้น SpaceX หลังจดทะเบียนเข้าตลาด Nasdaq ชี้ระยะสั้นอาจเผชิญความผันผวนจาก Valuation ค่อนข้างสูงและเสี่ยงถูกขายทำกำไร แต่ระยะยาวยังคงโดดเด่นในฐานะผู้นำเทคโนโลยีอวกาศของโลก พร้อมเปิดโผกองทุนและ DR ให้นักลงทุนไทยคว้าโอกาสรับผลตอบแทนในอนาคต
นายธรรณพ ชำนาญศิลป์ CFP® Vice President Investment Solution บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ MST เปิดเผยว่า การเข้าจดทะเบียนของบริษัท สเปซเอ็กซ์ หรือ SpaceX ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่นักลงทุนทั่วโลกจับตา หลังบริษัทธุรกิจอวกาศอันดับ 1 ของโลก ภายใต้การนำของ นายอีลอน มัสก์ ก้าวเข้าสู่ตลาดทุนด้วยมูลค่าตามราคาตลาดสูงถึง 1.75 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ SpaceX ขึ้นเป็นบริษัทที่มีมูลค่าตลาดใหญ่อันดับ 6 ของตลาดหุ้นสหรัฐฯ สูงกว่า META และ TSLA สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพธุรกิจอวกาศและเทคโนโลยีแห่งอนาคต
โดยประเมินว่าการลงทุนใน SpaceX ควรพิจารณาโอกาสและความเสี่ยงรอบด้าน โดยเฉพาะระยะสั้นที่ราคาหุ้นอาจผันผวนจากระดับ Valuation ที่สูง โดยราคาไอพีโอมีอัตราส่วนราคาหุ้นต่อยอดขายราว 90–95 เท่า สูงกว่าบริษัทเทคโนโลยีอวกาศและธุรกิจเกี่ยวข้องส่วนใหญ่ ขณะที่ P/BV อยู่ที่ประมาณ 40 เท่า ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดของอุตสาหกรรม อีกทั้งยังมีหุ้นราว 5% ของจำนวนหุ้น IPO ที่สามารถซื้อขายได้ทันทีตั้งแต่วันแรก แม้หุ้นไอพีโอส่วนใหญ่จะมี Lock-up Period ราว 6 เดือน จึงอาจเกิดแรงขายทำกำไรในช่วงเริ่มต้นซื้อขาย
สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการลงทุนใน SpaceX ปัจจุบันมีกองทุนเปิดเอ็กซ์สปริง สเปซ อินโนเวเตอร์ อิควิตี้ (X-SPACE) ซึ่งลงทุนใน SpaceX โดยตรงประมาณ 7% ณ วันที่ 10 มิถุนายน 2569 ขณะเดียวกันสามารถติดตาม DR ที่อ้างอิง ETF ดัชนี Nasdaq 100 เช่น NDX01 และ QQQM19 ซึ่งคาดว่าจะเริ่มมีสัดส่วนใน SpaceX หลังหุ้นถูกบรรจุใน Nasdaq 100 รวมถึงกองทุน A-JEDI และ LHSPACE-A ที่มีแนวโน้มทยอยเพิ่มน้ำหนักลงทุนในช่วงไตรมาส 3/2569
ทั้งนี้ ระยะสั้นฝ่ายวิจัยมีมุมมองระมัดระวังต่อราคาหุ้น SpaceX เนื่องจากความคาดหวังของตลาดสะท้อนอยู่ในราคาไปมากแล้ว แต่ยังมองบวกระยะยาวจากความได้เปรียบด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะจรวดนำกลับมาใช้ใหม่ที่ช่วยสร้างข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่ง รวมถึงธุรกิจ Starlink เครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ ซึ่งมีศักยภาพสร้างกระแสเงินสดต่อเนื่องและเป็นฐานรายได้สำคัญของบริษัท นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลระดับวงโคจรยังอาจต่อยอดสู่โครงสร้างพื้นฐานสำหรับ AI และระบบข้อมูลระดับโลกในอนาคต

