มาร์ค โมเบียส กับหุ้นไทยพลวัต 2016

มาร์ค โมเบียส ไม่ใช่ชื่อใหม่สำหรับตลาดหุ้นไทย


วิษณุ โชลิตกุล

 

มาร์ค โมเบียส ไม่ใช่ชื่อใหม่สำหรับตลาดหุ้นไทย

หลังการล่มสลายของตลาดหุ้นไทยในวิกฤติต้มยำกุ้ง โมเบียส ขนเงินก้อนใหญ่มาซื้อหุ้น SCC ที่ราคาต่ำกว่า 40 บาท จำนวนมหาศาล ก่อนที่อีก 5 ปีต่อมา จะกลับออกไปด้วยกำไรมากกว่าหลายเท่าตัวของต้นทุนที่ซื้อมา และยังวนเวียนอยู่กับตลาดหุ้นไทยเป็นระยะๆ โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นไทยพ้นจุดต่ำสุดมาแล้วตามรอบเวลา

ชื่อของโมเบียส  คงไม่ต้องอธิบายความมากสำหรับนักลงทุนระดับเซียนเหยียบเมฆในตลาดเกิดใหม่ เพราะกองทุนเฮดจ์ ฟันด์ขนาดใหญ่ของเขาในฮ่องกง ภายใต้บริษัท Templeton Emerging Markets Group ที่บริหารเงินของนักลงทุน 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ มีประสบการณ์โชกโชนจากตลาดหุ้นเกิดใหม่ หรือชาติกำลังพัฒนาที่มีความเสี่ยงสูง และกำไรสูง มากกว่า 30 ปีแล้ว

ล่าสุด เมื่อวานนี้ โมเบียสมีข่าวอีกครั้ง เข้าซื้อหุ้น 1.9988% หรือ 137.2 ล้านหุ้น ของบริษัทสื่อโฆษณากลางแจ้งและในอาคารชั้นนำของไทย วีจีไอ โกลบอล มีเดีย หรือ VGI ด้วย มูลค่าซื้อขาย 635.24 ล้านบาท เทรดในราคาเฉลี่ยหุ้นละ 4.63 บาทจากกลุ่มบีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS)  ของนายคีรี กาญจนพาสน์

นายคีรี เปิดเผยว่า การซื้อขายลักษณะบิ๊กล็อตจาก BTS  ในราคาที่ได้ตกลงกันก่อนหน้านี้ ไม่ได้ขายต่ำกว่าราคากระดาน เพราะราคาหุ้น VGI เพิ่งปรับตัวสูงขึ้นเมื่อวานและวันนี้ โดยบอกว่า “เขามาหาเรา และตกลงราคามาหลายวันแล้ว… กองทุนใหญ่ขนาดนี้คิดว่าเขาไม่ถือระยะสั้น”

ข่าววงในระบุว่า ได้มีสัญญาใจกันว่าจะถือไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี แต่ข่าวดังกล่าวดูแล้วไม่น่าเชื่อถือ เพราะขัดวิสัยของกองทุนที่จะถือหุ้นไม่นานเกินกว่า 3 ปี            

การเข้าถือหุ้นของมโมเบียสใน VGI (ในสัดส่วนไม่มากนัก เพราะต่ำกว่า “ขาใหญ่อย่าง นายนเรศ งามอภิชน ที่ถือหุ้น VGI มากถึง 2.75%) ทำให้มุมมองของตลาดหุ้นไทยและ VGI เปลี่ยนไปอย่างแน่นอน ไม่ต้องสงสัยเพราะชื่อเสียงเก่าของโมเบียสนั้น ไปที่ไหนก็น่าตื่นใจเสมอ แม้ว่าในระยะหลัง “สัมผัสของกษัตริย์ไมดาส” ที่เคยเลื่องชื่อของโมเบียส จะโรยราลงไป ทำนองเดียวกับตำนานของจอร์จ โซรอส ที่ก็โรยราลงไปทำนองเดียวกันใน 3 ปีที่ผ่านมา เพราะมีแต่ตัวเลขขาดทุนมากกว่ากำไรให้เห็น

ที่ผ่านมา ประสบการณ์ยาวนานของโมเบียส ทำให้เขาเป็น “ม้าแก่ชำนาญทาง” รู้แก่ใจดีถึงความสี่ยงและโอกาสปะปนอยู่ด้วยกันในตลาดเก็งกำไรทุกชนิดมาโดยตลอด  และกองทุนของเขาก็เคยทั้งกำไรและขาดทุนมหาศาลมาแล้วเช่นกัน

ในช่วงวิกฤติต้มยำกุ้ง โมเบียสได้นำกองทุนในสังกัดของเขา เข้ามากว้านซื้อหุ้นธนาคารพาณิชย์ และบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) ในราคาถูกแสนถูก แล้วทำกำไรมหาศาล จนนำกลับไปเขียนหนังสือ Passport to Proftit ให้คนไทยอิจฉาทั่วหน้า พร้อมกับสร้างกฎการลงทุน 84 ข้อ ที่เรียกว่า Mobius’ Rule

ส่วนในปี 2557 ระหว่างการชุมนุมของ กปปส. โมเบียสก็ขนเงินเข้ามากว้านซื้อหุ้นไทยจำนวนมาก โดยอ้างเหตุผลว่า ราคาหุ้นในตลาดถูกถึง 10 เท่า เมื่อเทียบกับอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้นบวกกับอัตราการปันผล แต่ได้ผลลัพธ์ตรงกันข้าม เพราะปรากฏว่า ขาดทุนเละเทะ หลายพันล้านดอลลาร์ฮ่องกง

ปี 2558 โมเบียสก็ขาดทุนเละเทะเช่นกันจากตลาดหุ้นจีน ทำให้ฉายาพ่อมดของเขาไม่ขลังเหมือนเดิม แต่ก็ไม่ถึงกับสิ้นไร้ไม้ตอกแต่อย่างใด

ประสบการณ์หลายหลาก ทำให้โมเบียสชอบพูดถึงกฎส่วนตัวของเขาในข้อ 56 ที่ว่า หากคุณเข้าไปลงทุนในตลาดที่บรรดานักลงทุนท้องถิ่นโอ้อวดว่า   “ตลาดหุ้นเราทำกำไรดีที่สุด ไม่มีใครเจ๋งกว่าตลาดนี้อีกแล้ว”  ถือเป็นเวลาเหมาะสมที่จะขายแบบล้างพอร์ตกันเลยทีเดียว

ในการซื้อหุ้น VGI ครั้งนี้ ไม่มีใครรู้ว่าโมเบียส คิดและอธิบายอย่างไรกับการลงทุนครั้งนี้ เพราะอย่างที่ทราบกันดี VGI กำลังอยู่ในช่วงที่เติบโตช้าลง และกำลังปรับตัวขนานใหญ่เพื่อรักษาความเป็นเจ้าตลาดสื่อโฆษณาหลากหลาย ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่ง แม้ว่าจะยังรักษาอัตรากำไรสุทธิได้อย่างแข็งแกร่งต่อไป

การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยง แต่กฎของโมเบียสที่เคยได้ผลมาแล้ว อาจจะการันตีได้บ้างว่าคงจะไม่กลับไปมือเปล่า แต่ที่สำคัญ จากนี้ไป ผู้บริหารของ VGI คงมีการบ้านทำมากขึ้นกว่าเดิม เพราะแรงกดดันจากการเข้ามาของโมเบียส เป็นข่าวดีสำหรับหุ้น VGI อย่างยิ่ง

 

Back to top button