ประชุมบอร์ด IFEC นัดแรกพัง! รายย่อย-เจ้าหนี้เป็นตัวประกันเหมือนเดิม

ประชุมบอร์ด IFEC นัดแรกพัง! รายย่อย-เจ้าหนี้เป็นตัวประกันเหมือนเดิม


นายทวิช เตชะนาวากุล กรรมการ บริษท อินเตอร์ ฟาร์อีสท์ เอ็นเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ IFEC เปิดเผยว่า ในวันนี้ (15 มี.ค.) ตนเองพร้อมกับกรรมการบริษัทที่ได้รับเลือกฝั่งของตนเองอีก 4 คนได้เข้าร่วมประชุมคณะกรรมการบริษัทตามกำหนดเวลา 15.00 น.ซึ่งที่ประชุมมีคณะกรรมการเข้าประชุม 9 คน แต่การประชุมไม่บรรลุผลสำเร็จ หลังจากใช้ระยะเวลาเพืยง 1 ชั่วโมงเศษๆ และจบลงที่วาระที่ 1 เรื่อง ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบ

ทั้งนี้ นายทวิช กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้การประชุมบอร์ดในครั้งนี้ล้มเป็นผลมาจากนายวิชัย ถาวรวัฒนยงค์ ประธานกรรมการ IFEC ไม่เปิดทางให้คณะกรรมการชุดใหม่อีกฝั่งเข้ามามีอำนาจในการบริหารบริษัทร่วมกัน โดยนายวิชัยยกมาตรา 83 ของพ.ร.บ.หลักทรัพย์ใหม่ ที่ว่าคณะกรรมการชุดใหม่ที่เข้ามารับตำแหน่งต่อจากกรรมการชุดเก่าจะต้องทำหน้าที่และรับผิดชอบแทนกรรมการชุดเก่าทั้งหมด

ขณะที่นายทวิช มองว่าการกระทำดังกล่าวไม่ยุติธรรมและตีความเกินขอบเขตของกฏหมายที่ระบุไว้ เพราะกรรมการชุดใหม่ที่เข้ามาจะเข้ามาทำหน้าที่แทนกรรมการชุดเก่าในช่วงวาระที่เหลืออีก 3 เดือน ไม่ได้มาทำหน้าและรับผิดชอบแทนกรรมการชุดเก่าที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ เพราะเป็นปัญหาที่กรรมการชุดเก่าได้ก่อไว้ โดยเฉพาะการฟ้องร้องคดีต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เห็ฯว่าไม่ถูกต้องและกรรมการชุดใหม่ไม่ได้รับรู้ด้วย

อีกทั้งการจัดสรรตำแหน่งของคณะกรรมการบริษัทมองว่าไม่มีความเหมาะสม เพราะนายวิชัยจัดสรรตำแหน่งไม่ตรงกับความสามารถของกรรมการแต่ละคน และกรรมการฝั่งนายทวิชไม่ได้มีอำนาจในการควบคุมและตัดสินใจ เนื่องจากอำนาจการบริหารจัดการทุกอย่างของ IFEC ยังคงอยู่ในการควบคุมของนายวิชัยเพียงคนเดียว และนายวิชัยยังไม่ยอมให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการชุดใหม่ในการแก้ปัญหาของ IFEC ซึ่งเป็นสิงที่ตนเองและกรรมการของฝั่งตนไม่พอใจ ทำให้การประชุมครั้งที่ 1 ของ IFEC ในวันนี้ต้องล้มเลิกไป

“ผมมองว่าเรื่องนี้ไม่ยุติธรรม เพราะเราเหมือนมาแค่รับรู้ รับทราบ และเซ็นกำกับ แต่ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจหรือเสนอแนะอะไรเลย อำนาจทุกอย่างหมอวิชัยเป็นคนควบคุมทั้งหมด เพราะเขามีตำแหน่งเป็นกระธานกรรมการ แม้ว่าหมอวิชัยจะถือหุ้นใน IFEC เพียง 2% และมีกรรมการฝั่งหมอ 4 คน น้อยกว่าผมที่ถือหุ้น IFEC 10% และมีกรรมการ 5 คน ซึมงตรงนี้ผมก็อยากจะให้หมอออกจากการเป็นประธานกรรมการ แต่ก็ยังไม่มีแนวทางที่จะทำ เพราะที่ผ่านมาหมอวิชัยบอกทุกคนผ่านสื่อว่ายินดีร่วมมือด้วย แต่พอมาวันนี้หมอไม่ฟังใครเลย จะให้ทำตามที่หมอจัดการตามนี้อย่างเดียว อย่างการประชุมในวันนั้เอกสารประชุมก็มีวาระการประชุมแค่ 2 หน้า ไม่มีรายละเอียดใดๆ ผมมองว่าถ้าผมยอมทำไปเหมือนกับเราพาทีมของเราเข้าไปในแดนสนธยา”นายทวิช กล่าว

นายทวิช กล่าวอีกว่า ต้องยอมรับว่าปัญหาหนี้สินต่างๆที่บริษัทมีอยู่ราว 8.2 พันล้านบาท จะต้องมีการยืดระยะเวลาการชำระให้กับเจ้าหนี้ต่อไปอีก โดยหนี้ที่มีอยู่แบ่งเป็น หุ้นกู้ที่ครบกำหนดอายุในเดือน พ.ย.60 จำนวน 3 พันล้านบาท หนี้ตั๋วเงินระยะสั้น (B/E) จำนวน 3.2 พันล้านบาท และหนี้สถาบันการเงิน จำนวน 2 พันล้านบาท ซึ่งปัจจุบันมีตั๋ว B/E ที่ครบกำหนดชำระไปแล้วและผิดนัดชำระจำนวน 2 พันล้านบาท และสิ้นเดือน เม.ย.จะครบกำหนดชำระอีก 1 พันล้านบาท

ส่วนการปลดเครื่องหมายห้ามการซื้อขายหลักทรัพย์ (SP) ของ IFEC คงต้องยืดระยะเวลาออกไปอีก รวมถึงบริษัทมีแนวโน้มว่าจะไม่สามารถปิดงบผลการดำเนินงานปี 59 ได้ ซึ่งทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ได้ยืดระยะเวลาการนำส่งงบฯ มาเป็น 31 มี.ค. 60 โดยสิ่งที่เกิดขึ้นยังเป็นปัญหาเรื้อรังหากยังไม่สามารถบรรลุผลสำเร๊จการประชุมคณะกรรมการบริษัท เพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ

“ต้องเรียนบอกกับนักลงทุนที่ลงทุนไนหุ้นของ IFEC หรือนักลงทุนที่ถือตั๋ว B/E และเจ้าหนี้ทุกรายตรงนี้ว่าการแก้ปัญหาทุกอย่างจะต้องรอการไช้ระยะเวลานานกว่าที่คิดไว้อีก เพราะการประชุมบอร์ดก็ล้มไปแล้ว หนี้ก็จะต้องยืดชำระออกไป การปลดเครื่องหมาย SP และ NP ก็ต้องยืดไปอีกเช่นกัน แต่ก็จะพยายามไหมสามารถเปิดการประชุมผู้ถือหุ้นภายในสิ้นเดือน เม.ย.นี้ให้ได้ แต่ทุกๆอย่างก็ต้องขึ้นกับหมอวิชัยว่าเขาจะจัดการอย่างไร เขาจะนัดประชุมบอร์ดอีกที่เมื่อไหร่ ผมก็เป็นห่วงนักลงทุนรายล่อยที่ถือตั๋ว B/E ของบริษัทอย่บงมาก เพราะส่วนใหญ่เป็นคนที่เกษียณอายุไปแล้ว ก็คงเกิดความไม่สบายใจขึ้น แต่ก็ยังขอบคุณเจ้าหนี้ที่ยังให้โอกาสและช่วยเหลือเราอยู่ ก็ต้องขอโทษเจ้าหนี้และนักลงทุนด้วยที่บริษัทยังแก้ปัญหาอะไรไม่ได้”นายทวิช กล่าว

สำหรับแนวทางของนายวิชัยที่ต้องการขายสินทรัพย์ของบริษัทออกไปเพื่อแปลงเป็นเงินมาใช้ชำระหนี้นั้น เป็นสิ่งที่ตนมองว่าสามารถกระทำได้ แต่อยากให้มีการศึกษาอย่างรอบคอบ และอยากให้เสนอต่อคณะกรรมการบริษัทเพื่อให้กรรมการแต่ละท่านพิจารณาตัดสินใจจะทำได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเป็นการตัดสินใจส่วนตัวของนายวิชัยเพียงคนเดียวในการเจรจาขายสินทรัพย์ อย่างเช่น การเซ็น MOU ส่วนตัว เพื่อขายโรงแรมดาราเทวี เชียงใหม่ ให้แก่นักลงทุนจากจีน และการจะขายโรงไฟฟ้าไบโอแมส และโรงไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ออกไป ซึ่งมองว่าเป็นการตัดสินใจที่นายวิชัยกระทำเพียงคนเดียวและแจ้งให้กับคณะกรรมการบริษัทรับทราบ แต่ไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ ซึ่งอยากให้มีการศึกษาอย่างรอบคอบว่าสินทรัพย์ใดที่ยังสร้างผลตอบแทนได้อยู่ก็น่าจะยังเก็บไว้ได้

“การตัดสินใจของหมอวิชัยเพียงคนเดียวก็เป็นสิงที่เรามองว่าไม่ยุติธรรม เพราะคณะกรรมการทุกคนควรมีอำนาจเท่าเทียมกัน ก็ต้องมาพิจารณาด้วยกัน ประเด็นตรงนี้คือว่า IFEC ที่ดำเนินการโดยหมอวิชัยที่ผ่านมาประสบความล้มเหลว ไตรมาส 3 ปีที่แล้วก๊ขาดทุน 300 ล้านบาท ตอนนี้ก็ชำระหนี้และปิดงบไม่ได้อีก ตั๋ว B/E ที่ชำระไม่ได้ก็เอา iCAP ไปค้ำประกันไว้อีก หมอวิชัยบริหารงานล้มเหลวแบบนี้ยังไม่ยอมลาออกจากการเป๊นประธานกรรมการ ซึ่งผมก็ไม่อยากพูดถึงเบื่องหลัง เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ควรพูดออกสื่อ ตอนนี้บริษัทเสียหายมาก รวมถึงผมก็ด้วย ผมลงทุนไปเป็นพันล้าน ตอนนี้ขาดทุน 400-500 ล้านบาทแล้ว ยิ่งหมอทำแบบนี้บริษัทจะเสียหายมากกว่าที่คิด”นายทวิช กล่าว

Back to top button