
TOA มั่นใจยอดขาย Q2 เด่นต่อ ปักธงปีนี้โตเกิน 10% รับขึ้นราคาสิน-ตลาดตปท.ฟื้น
TOA มองแนวโน้มไตรมาส 2/69 ยอดขายยังไปได้ดี พร้อมตั้งเป้ายอดขายปีนี้โตเกิน 10% รับแรงหนุนขึ้นราคาสินค้า-ตลาดต่างประเทศฟื้น เดินหน้าลงทุน 750 ล้านบาท ขยายโรงงานเคมีก่อสร้าง-ยิปซัม ปรับปรุงโรงงานเวียดนาม และต่อยอดธุรกิจ Non-decorative รองรับการเติบโตระยะยาว
นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA เปิดเผยในงาน Opportunity Day เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2569 บริษัทมีกำไรสุทธิ 953 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ยอดขายอยู่ที่ 5,625 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยยอดขายในประเทศยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ส่วนตลาดเวียดนามยังมีทิศทางเติบโตดี แม้ได้รับผลกระทบจากวันหยุดยาวช่วงเทศกาลตรุษจีน
ขณะเดียวกัน บริษัทสามารถทำอัตรากำไรขั้นต้น หรือ GP Margin ได้ที่ระดับ 40.4% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดใหม่ เนื่องจากในช่วงไตรมาส 1/2569 บริษัทยังได้รับประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบเดิม อย่างไรก็ตาม บริษัทประเมินว่าผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบใหม่จะเริ่มสะท้อนชัดเจนตั้งแต่ไตรมาส 2/2569 และมีแนวโน้มกดดันมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป
สำหรับสถานการณ์วัตถุดิบในช่วงที่ผ่านมา บริษัทได้รับผลกระทบจากความผันผวนของวัตถุดิบหลัก หลังผู้ผลิตบางรายเกิดเหตุสุดวิสัย หรือ Force Majeure และมีการจำกัดการส่งมอบวัตถุดิบ ส่งผลให้บริษัทต้องบริหารการขายและจำกัดคำสั่งซื้อบางส่วน เพื่อป้องกันการสั่งซื้อที่ผิดปกติจากลูกค้า พร้อมทั้งได้ปรับขึ้นราคาสินค้าไปแล้วในเดือนมีนาคม 2569
นายจตุภัทร์ กล่าวว่า การปรับขึ้นราคาสินค้าในภาพรวมถือว่าอยู่ในระดับเพียงพอต่อสถานการณ์ต้นทุนปัจจุบัน แต่บริษัทยังต้องติดตามราคาน้ำมันและวัตถุดิบอย่างใกล้ชิด โดยหากต้นทุนปรับเพิ่มขึ้นอีก บริษัทอาจพิจารณาปรับราคาเฉพาะสินค้าบางรายการที่มีความเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันและปิโตรเคมีอย่างชัดเจน แทนการปรับขึ้นราคาทั้งกระดาน
ส่วนแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 ผู้บริหารประเมินว่ายอดขายยังมีทิศทางที่ดี อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มปรับตัวลดลงสู่ระดับปกติ หลังจากทำระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 40.4% ในไตรมาส 1/2569 โดยคาดว่า GP ในไตรมาส 2/2569 อาจลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 38% และหากสถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบกดดันมากขึ้น อาจเห็น GP ลดลงมาอยู่ที่ระดับ 33-34% ได้
อย่างไรก็ตาม ระดับ GP ดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับทิศทางราคาวัตถุดิบในเดือนถัดไป หากราคาวัตถุดิบปรับตัวลดลงแรงกว่าคาด บริษัทอาจยังสามารถรักษา GP ไว้ได้ในระดับประมาณ 35-36%
สำหรับแนวโน้มปี 2569 บริษัทตั้งเป้ายอดขายเติบโต 8-10% และมีโอกาสเติบโตเกิน 10% จากแรงหนุนของการปรับราคาสินค้า การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ และการกลับไปกระตุ้นตลาดในบางกลุ่มที่เคยชะลอการทำตลาด โดยบริษัทจะยังมุ่งผลักดันการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศควบคู่กัน
ด้านตลาดต่างประเทศ TOA มองว่าภาพรวมดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง 2 ปีก่อน โดยเฉพาะตลาดเวียดนาม ซึ่งบริษัทตั้งเป้าการเติบโตเป็นตัวเลขสองหลัก หรือ Double Digit หลังจากปรับทีมขายและวิธีการขายในปีก่อน ส่วนตลาดลาวยังเติบโตดี
ขณะที่ตลาดเมียนมายังสามารถทำยอดขายได้ต่อเนื่อง แม้ต้องติดตามการแข่งขันจากโรงงานของคู่แข่งที่ใกล้เปิดดำเนินการ แต่ TOA ยังคงรักษายอดขายได้ เนื่องจากโรงงานตั้งอยู่ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือ SEZ ซึ่งได้เปรียบด้านการนำเข้าวัตถุดิบ ส่วนมาเลเซียมีทิศทางดีขึ้น ขณะที่กัมพูชามีการปรับการบริหารจัดการ โดยใช้สินค้าที่ติดฉลาก “Made in Cambodia” ซึ่งช่วยให้การดำเนินงานและการขายในประเทศทำได้ง่ายและคล่องตัวมากขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทมองว่าสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นนอกเหนือจากสีทาอาคาร หรือ Non-decorative โดยเฉพาะสุขภัณฑ์ กระเบื้อง และเคมีก่อสร้าง ยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก แม้ปัจจุบันยังมีสัดส่วนไม่สูงเมื่อเทียบกับธุรกิจสี โดยบริษัทจะทยอยพัฒนาช่องทางจำหน่าย เพิ่มร้านค้าที่จำหน่ายสุขภัณฑ์และกระเบื้อง รวมถึงปรับโมเดลธุรกิจกระเบื้องจากค้าส่งไปสู่ค้าปลีกมากขึ้น
ขณะที่กลุ่มเคมีก่อสร้างยังเป็นสินค้าที่มีโอกาสขยายตัวในระยะยาว เนื่องจากเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการดูแลและซ่อมแซมบ้าน โดยบริษัทจะให้ความรู้แก่ผู้บริโภคมากขึ้นเกี่ยวกับการดูแลบ้านในรอบ 5-8 ปี เช่น การซีลขอบประตู หน้าต่าง และการดูแลหลังคา เพื่อป้องกันรอยรั่วและรอยร้าวสะสม
ด้านการลงทุนในปี 2569 บริษัทวางงบลงทุนรวมประมาณ 750 ล้านบาท ประกอบด้วย แผนการลงทุนในประเทศไทย อาทิ การปรับปรุงระบบอัตโนมัติและเครื่องจักรที่โรงงานบางนาและสำโรง การขยายโรงงานเคมีก่อสร้าง ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 4/2569 และการขยายโรงงานยิปซัม ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 2/2569
ส่วนแผนการลงทุนในต่างประเทศ ประกอบด้วย การปรับปรุงโรงงานในเวียดนาม ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1995 การขยายคลังสินค้าและพัฒนาอาคารสำนักงานในลาว รวมถึงการปรับปรุงอาคารวิจัยและพัฒนา หรือ R&D เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว
นายจตุภัทร์ กล่าวถึงกรณีกระแสข่าว ICI หรือ AkzoNobel กลุ่มบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านสีและเคมีภัณฑ์ ซึ่งมีแบรนด์ที่เป็นที่รู้จัก เช่น Dulux เตรียมขายธุรกิจบางส่วนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า ขณะนี้บริษัทยังไม่ได้มีการเจรจาอย่างเป็นทางการ แต่บริษัทอาจพิจารณาเข้าพูดคุยเพื่อไม่ให้เสียโอกาส

