“อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป” ยื่นไฟลิ่งขายไอพีโอ 90 ล้านหุ้น เล็งเทรด mai

"อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป" ยื่นไฟลิ่งขายไอพีโอ 90 ล้านหุ้น เล็งเทรด mai


นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานกรรมการ บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ จำกัด (APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท อินเด็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ IND เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) แบบคำขออนุญาตเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนครั้งแรกต่อประชาชน (IPO) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai)

ปัจจุบัน IND มีทุนจดทะเบียนจำนวน 175.00 ล้านบาท ซึ่งเป็นทุนจดทะเบียนชำระแล้วจำนวน 130.00 ล้านบาท มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท และอีกส่วนหนึ่งรองรับการเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 90 ล้านหุ้น โดยมีวัตถุประสงค์ในการระดมทุนครั้งนี้เพื่อใช้เป็นเงินลงทุนในระบบคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และซอฟต์แวร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการให้บริการภายในปี 65 รวมทั้งใช้เงินทุนหมุนเวียนภายในปี 64

ด้าน นายเสกสรรค์ ธโนปจัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร APM กล่าวเสริมอีกว่า การเข้าจดทะเบียนในตลาด mai ของ IND จะทำให้บริษัทมีความน่าเชื่อถือต่อคู่ค้ามากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มศักยภาพและการขยายโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจของบริษัท และช่วยพัฒนาให้บริษัทมุ่งสู่ความมั่นคงและยั่งยืนให้กับองค์กรในระยะยาว

ทั้งนี้ IND ก่อตั้งโดยกลุ่มวิศวกรชาวไทยตั้งแต่ พ.ศ.2526 ประกอบธุรกิจด้านวิศวกรรมที่ปรึกษา เกี่ยวกับงานออกแบบเบื้องต้นและออกแบบรายละเอียด (Conceptual & Detailed Design) รวมทั้งงานบริหารงานโครงการและควบคุมงานก่อสร้าง (Construction Management & Supervision) งานออกแบบพร้อมก่อสร้าง (Design-Build) ให้แก่กลุ่มลูกค้าทั้งภาครัฐและภาคเอกชน

โดยร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาระบบสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานด้านต่างๆ เช่น ด้านการคมนาคมขนส่ง โครงข่ายถนน ระบบขนส่งสาธารณะ ระบบขนส่งทางราง ทางอากาศ ทางน้ำและทางท่อ การพัฒนามาตรฐานการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพทางการขนส่ง การพัฒนาเมืองหลัก คลังน้ำมัน ให้กับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของประเทศ

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทได้ปรับปรุงและพัฒนาองค์กรให้มีมาตรฐานสากล พัฒนาบุคลากรภายในองค์กร ส่งผลให้บริษัทได้รับมาตรฐาน ISO 9001:2015 (ฉบับปรับปรุงจาก ISO 9001:2008) จาก United Registrar of Systems ซึ่งเป็นการรับรองมาตรฐานประสิทธิภาพในระบบการทำงานของบริษัทในด้าน การให้บริการออกแบบ ควบคุมงาน การบริหารโครงการ ที่จะสนับสนุนให้บริษัทให้ขยายการให้บริการและเติบโตอย่างยั่งยืน

สำหรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหญ่ ณ วันที่ 27 เม.ย.63 คือกลุ่มครอบครัว ณ ลำพูน นำโดยนายชัยณรงค์ ณ ลำพูน ถือหุ้นรวมกัน 170,560,000 หุ้น หรือคิดเป็น 65.60% ภาคหลังเสนอขายหุ้น IPO แล้วจะลดสัดส่วนหุ้นลงเหลือ 48.73% ส่วนที่เหลือเป็นกรรมการและผู้บริหารของบริษัท

โดยมีโครงการในอนาคตที่จะลงทุนราว 35 ล้านบาทในช่วงปี 63-65 ในระบบคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ และซอฟต์แวร์สำหรับใช้ในการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ ซอฟต์แวร์ด้านการบริหารโครงการ Project Management Software รวมทั้งซอฟต์แวร์ Construction Solution Software เป็นโปรแกรมด้านวิศวกรรม งานออกแบบสถาปัตยกรรม และงานออกแบบต่าง ๆ อย่างครบวงจร, ซอฟต์แวร์ด้านการบริหารงานทรัพยากรบุคคล

พร้อมทั้งการลงทุนในอากาศยานไร้คนขับ (UAV : Unmanned Aerial Vehicle) หรือ โดรน (Drone) เพื่อใช้ในงานทำแผนที่การสำรวจที่ดินและการก่อสร้าง , ลงทุนอุปกรณ์งานสำรวจต่างๆ , ลงทุนในอุปกรณ์เพื่อใช้ในการควบคุมงาน เครื่องมือที่ใช้ตรวจสอบอุปกรณ์ด้านวิศวกรรมที่ทันสมัย มีความเหมาะสมกับการใช้งาน เพื่อให้การปฏิบัติงานตรวจสอบและวิเคราะห์มีความแม่นยำถูกต้องเป็นไปตามมาตรฐาน

นอกจากนั้น บริษัทยังมีแผนจะลงทุนซื้อที่ดินและก่อสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่ รวมทั้งสิ้นประมาณ 100 ล้านบาท โดยจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในปี 64 และคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จภายในปี 66 โดยมีแหล่งเงินทุนจากเงินทุนของบริษัทรวมกับการกู้ยืมจากสถาบันการเงินอีกบางส่วน

สำหรับผลประกอบการของบริษัท รายได้ของบริษัทมาจากรายได้จากการให้บริการ และรายได้อื่น ซึ่งบริษัทแยกโครงสร้างรายได้จากการให้บริการตามส่วนประเภทของการให้บริการ ดังนี้ 1) รายได้จากงานออกแบบเบื้องต้นและออกแบบรายละเอียด 2) รายได้จากงานบริหารงานโครงการและควบคุมงานก่อสร้าง 3) รายได้จากงานออกแบบพร้อมก่อสร้าง และ 4) รายได้จากงานให้บริการอื่น

ขณะที่ภาพรวมในปี 60-62 บริษัทมีรายได้รวมเท่ากับ 1,171.34 ล้านบาท 1,658.51 ล้านบาท และ 747.89 ล้านบาท ขณะที่มีกำไรสุทธิ 43.21 ล้านบาท 65.06 ล้านบาท และ 13.11 ล้านบาท ตามลำดับ โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากงานโครงการออกแบบพร้อมก่อสร้างคลังน้ำมันพิจิตร และคลังน้ำมันลำปางของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ระยะเวลาโครงการปี 59-62 ทำให้รายได้ปี 60 และปี 61 เพิ่มสูงขึ้นมาก แต่ปี 62 รายได้ลดลงจากความคืบหน้าของงาน 2 โครงการใหญ่ดังกล่าว ประกอบกับการนำมาตรฐานการรายงานทางการเงินฉบับที่ 15 มาถือปฏิบัติซึ่งมีผลกระทบต่อการรับรู้รายได้จากงานบริการออกแบบรายละเอียด ซึ่งรับรู้เมื่อลูกค้าตอบรับผลงานที่ส่งมอบไปในแต่ละขั้น

ส่วนงวด 3 เดือนแรกของปี 63 บริษัทมีรายได้ 146.03 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1.45 ล้านบาท กำไรต่อหุ้น (EPS) อยู่ที่ 0.01 บาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 195.84 ล้านบาท กำไร 11.64 ล้านบาท EPS อยู่ที่ 0.12 บาท รายได้และกำไรสุทธิลดลงเนื่องจากรายได้จากโครงการใหญ่ดังกล่าวลดลงจากการส่งมอบงานในปี 62 ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น โดย ณ วันที่ 31 มี.ค.63 บริษัทมีมูลค่าสินทรัพย์รวม 572.35 ล้านบาท หนี้สิน 360.41 ล้านบาท ส่วนของผู้ถือหุ้น 211.94 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิของงบการเงินของบริษัท ภายหลังจากหักภาษี และเงินทุนสำรองตามกฎหมาย และเงินสำรองอื่น

Back to top button