SFT ตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 20% รับส่งออกฟื้น วางงบลงทุนเพิ่ม 150 ลบ. หวังขึ้นนำอาเซียน


นายซุง ชง ทอย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชริ้งเฟล็กซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SFT เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2564 เติบโต 15-20% หลังจากการส่งออกของไทยเริ่มฟื้นกลับมา โดยเห็นสัญญาณในช่วงสองเดือนแรกของปีเติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นทำนิวไฮอีกครั้งช่วงไตรมาส 2/64 ซึ่งเป็นฤดูร้อนที่เป็นไฮซีซั่นยอดขายสินค้าของลูกค้าหลัก

ขณะที่บริษัทยังคงเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน โดยปีนี้ตั้งงบลงทุนขยายธุรกิจราว 150 ล้านบาท แบ่งเป็นสร้างโรงงาน 100-120 ล้านบาท และลงทุนเครื่องจักร 30 ล้านบาท โดยเริ่มก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 2 ในเดือน เม.ย.นี้ รวมถึงในไตรมาส 4/64 มีแผนจะมีสินค้าใหม่ด้วย

“เราอยากเป็นผู้นำใน South East Asia เนื่องจากมีการเติบโตใหญ่สุดอยู่ที่ 45% จากปัจจัยประชากรเยอะ GDP สูงขึ้น และมีการใช้ฟิลม์หดรัดรูปมากขึ้นซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่มีอะไรมาทดแทนได้ โดยวางแผนจะขยายกลุ่มลูกค้าต่างประเทศมากขึ้น สำหรับแผนระยะยาวปี 66 จะมีบรรจุภัณฑ์ใหม่ที่ยืดหยุ่น และในปี 68 ตั้งเป้าเป็นหนึ่งในผู้นำใน South East Asia”

สำหรับแผนงานในปีนี้บริษัทจะเดินหน้า 3 เป้าหมายสำคัญ คือ 1.ขยายยอดขายและขยายกำลังการผลิต ในส่วนของโรงงานเดิมคาดว่าการติดตั้งเครื่องจักรเพิ่มเติมสำหรับสายการผลิตใหม่จะเรียบร้อยใช้งานได้ภายในไตรมาส 2/64 และเริ่มก่อสร้างโรงงานใหม่แห่งใหม่ 2.ต้องได้การรับรองมาตรฐาน GHP (Good Hygiene Practice(s)) และ HACCP (Hazard analysis and critical control points) เพื่อสนับสนุนการขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น และ 3.ในช่วงไตรมาส 3-4 จะมีการจัดสัมมนาเกี่ยวกับ ESG (Environmental, social and corporate governance) และเรื่องเม็ดพลาสติกรีไซเคิล (Recycled PET (rPET)) เพื่อให้ลูกค้าเข้าใจเรื่องการใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

โดยบริษัทจะขยายฐานลูกค้ามารองรับกำลังการผลิตใหม่ โดยเฉพาะในอาเซียนและญี่ปุ่น หลังจากในประเทศมีการเติบโตค่อนข้างมากแล้ว การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกมาภายในครึ่งปีหลัง และ มีการนำดิจิตอลมาใช้มากขึ้น รวมถึงมีการพัฒนาทักษะของพนักงานเพื่อรองรับการเติบโตของบริษัทด้วย

ส่วนผลประกอบการในปี 63 บริษัทมีรายได้รวมของทั้งปีอยู่ที่ 678.2 ล้านบาท เติบโต 15.7% จากปี 62 ที่มีรายได้ 586.4 ล้านบาท ซึ่งเป็นการเติบโตจากทั้งกลุ่มลูกค้าเดิมและใหม่ และจากโปรเจ็คต์ใหม่ที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากปี 62 ราว 27.1%, EBIDA เพิ่มขึ้น 31.3% รวมถึงมีติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์จึงประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 2 ล้านบาท ทำให้กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 37.4% มาอยู่ที่ 78.18 ล้านบาท

ทั้งนี้ ยอดขายหลักมาจาก Gravure Shrink Label ที่ 91% รองลงมาจาก Digital Shrink Label ที่ 6% Gravure Cylinder ที่ 3% และ Stretch Film ที่ 0.2% สัดส่วนลูกค้ากลุ่มสินค้าน้ำดื่มอยู่ที่ 66% รองลงมาเป็นกลุ่มสินค้าอาหารที่ 24% ด้านการพิมพ์แบบดิจิตอล กลุ่มสินค้าเครื่องสำอาง 41% ทั้งนี้ รายได้หลักมาจาก 2 บริษัทใหญ่ คือจากโออิชิ 15% และจากอิชิตัน 11%

Back to top button