MINT เด้ง 1% รับงบปี 65 เทิร์นอะราวด์ กำไร 4.3 พันล้าน ตอกย้ำฟื้นตัวแกร่ง

MINT ดีดกลับ 1% อานิสงส์ปี 65 พลิกมีกำไร 4.3 พันล้าน สะท้อนฟื้นตัวแกร่ง หลังสถานการณ์โควิดคลี่คลาย  


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (23 ก.พ.66) ราคาหุ้น บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ณ เวลา 10:02 น. อยู่ที่ระดับ 34 บาท บวก 0.50 บาท หรือ 1.49% สูงสุดที่ระดับ 34 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 33.75 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 73.29 ล้านบาท

สำหรับราคาหุ้นที่ปรับขึ้นมานั้นเป็นผลมาจาก MINT รายงานผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งประจำไตรมาส 4/65 โดยมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานอยู่ที่จำนวน 2.4 พันล้านบาท ซึ่งเติบโตในอัตราร้อยละ 44 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และร้อยละ 18 จากไตรมาสก่อน ซึ่งผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งดังกล่าวเป็นผลมาจากความพยายามอย่างต่อเนื่องของ MINT ในการเพิ่มรายได้ บริหารจัดการต้นทุน และเสริมสร้างประสิทธิภาพทางการดำเนินงาน โดยการเปิดพรมแดนระหว่างประเทศทั่วโลกอีกครั้งและการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นมีส่วนช่วยในการฟื้นตัวของทั้งสามหน่วยธุรกิจของบริษัทเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน นอกจากนี้ผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนเป็นผลมาจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของกลุ่มโรงแรมในประเทศไทยและมัลดีฟส์ ธุรกิจอนันตรา เวเคชั่น คลับ และเครือร้านอาหารระดับโลกภายใต้กลุ่ม Wolseley Group ในประเทศสหราชอาณาจักร

โดยปี 65 MINT มีกำไรจากการดำเนินงานที่แข็งแกร่งอยู่ที่ 2 พันล้านบาท ซึ่งพลิกฟื้นจากผลขาดทุนจากการดำเนินงานจำนวน 9.3 พันล้านบาทในปี 2564 ทั้งนี้หากนับรวมรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว MINT รายงานกำไรสุทธิตามงบการเงินอยู่ที่จำนวน 1.9 พันล้านบาทในไตรมาส 4/65 และ 4.3 พันล้านบาทในปี 65 ซึ่งพลิกฟื้นจากผลขาดทุนตามงบการเงินจำนวน 1.6 พันล้านบาทในไตรมาส 4 /64 และ 13.2 พันล้านบาทในปี 64

ไมเนอร์ โฮเทลส์มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานจำนวน 1.9 พันล้านบาท ในไตรมาส 4/65 ซึ่งเติบโตร้อยละ 57 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโตร้อยละ 25 จากไตรมาสก่อน การเดินทางเพื่อการพักผ่อนภายในประเทศและการเดินทางเพื่อธุรกิจที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ประกอบกับการเดินทางระหว่างประเทศ ช่วยเพิ่มความต้องการโดยรวมในไตรมาสดังกล่าวภายหลังจากการผ่อนคลายข้อจำกัดด้านการเดินทางทั่วโลก โดยรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนของกลุ่มโรงแรมในทวีปยุโรปและลาตินอเมริกา ประเทศมัลดีฟส์ และออสเตรเลียยังคงได้รับแรงผลักดันจากราคาค่าห้องพักที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ซึ่งยังคงอยู่ในระดับที่สูงกว่าระดับก่อนการระบาดของโรค COVID-19

ส่วนรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนของกลุ่มโรงแรมในประเทศไทยฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการระบาดของโรค COVID-19 เป็นครั้งแรกในไตรมาสที่ 4/65 นับตั้งแต่เกิดโรคระบาด โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาค่าห้องพัก โดยรายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนในเดือนธันวาคม 65 สูงกว่าระดับก่อนการระบาดของโรค COVID-19 ถึงร้อยละ 9 จากผลการดำเนินงานที่ดีของโรงแรมในกรุงเทพฯ ในไตรมาส 4/65 ไมเนอร์ โฮเทลส์ได้เปิดโรงแรม Anantara Plaza Nice ในประเทศฝรั่งเศส และ The Plaza Doha by Anantara ในประเทศกาตาร์ และได้นำแบรนด์เอ็นเอชเข้าสู่ทวีปเอเชียด้วยการเปิดตัว NH Boat Lagoon Phuket Resort ในประเทศไทย ทั้งนี้ เมื่อนับรวมจำนวนโรงแรมที่เปิดใหม่ ไมเนอร์ โฮเทลส์จะมีโรงแรมทั้งหมดจำนวน 531 โรงแรมและ 76,996 ห้อง ครอบคลุม 56 ประเทศ ณ สิ้นปี 65

ไมเนอร์ ฟู้ดมีผลกำไรจากการดำเนินงานจำนวน 402 ล้านบาท ในไตรมาส 4/65 ซึ่งปรับตัวดีขึ้นทั้งจากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อน โดยจำนวนลูกค้าที่นั่งรับประทานอาหารภายในร้านที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยและออสเตรเลีย ช่วยลดผลกระทบจากการชะลอตัวของการดำเนินงานในประเทศจีน ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดมาตรการที่เกี่ยวข้องกับโรค COVID-19 ที่เข้มงวด เพื่อจำกัดการแพร่ระบาดระลอกใหญ่ทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ประเทศจีนได้มีการฟื้นตัวของการดำเนินงานอย่างแข็งแกร่งเป็นรูปตัววี ภายหลังจากการยกเลิกมาตรการการปิดพื้นที่ภายในประเทศและการกลับมาเปิดพรมแดนระหว่างประเทศอีกครั้ง

ทั้งนี้แบรนด์หลายแบรนด์ของไมเนอร์ ฟู้ดยังคงมุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์และความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยการขยายรูปแบบสาขาที่ปรับให้เหมาะสมกับแบรนด์ สถานที่ตั้ง และการเจาะกลุ่มลูกค้า โดยในไตรมาส 4/65 แดรี่ ควีนได้นำร่องในการเปิดป๊อปอัพสโตร์ในประเทศไทย ด้วยการออกแบบที่สนุกสนาน พร้อมด้วยบริการที่นั่งและเมนูพิเศษเฉพาะช่วงเวลา นอกเหนือจากรูปแบบร้านค้าแบบดั้งเดิม ซึ่งร้านดังกล่าวเหล่านี้จะช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมของลูกค้าและการทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางขึ้น นอกจากนี้ เบอร์เกอร์ คิงเปิดตัวแฟล็กชิปสโตร์แห่งใหม่ล่าสุดภายใต้แนวคิด “Restaurant of the Future” ในประเทศไทยที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีแผนจะนำไปใช้กับร้านอื่นๆ ต่อไปเพื่อสร้างความตื่นเต้นให้กับลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของร้าน นอกจากการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินงานแล้ว MINT ยังให้ความสำคัญกับการลดอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งลดลงมาอยู่ที่ 1.17 เท่า ณ สิ้นปี 65

อีกทั้ง MINT ได้สร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานส่วนของผู้ที่หุ้นผ่านการฟื้นตัวของธุรกิจและการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิ ในขณะที่จำนวนหนี้สินส่วนที่มีภาระลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากการชำระคืนเงินกู้ที่มีอยู่และการหมุนสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ผ่านการขายและเข้าบริหารของโรงแรม Tivoli Coimbra ทั้งนี้ความมุ่งมั่นของ MINT ในการสร้างความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินได้รับการพิสูจน์แล้วว่าประสบความสำเร็จ

โดยบริษัทได้กลับมาวางแผนกลยุทธ์ระยะยาวอย่างเต็มรูปแบบใหม่อีกครั้งภายหลังสถานการณ์การระบาดของโรค COVID-19 และได้ปรับแผนกลยุทธ์ดังกล่าวให้สั้นลงโดยครอบคลุมระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี 65-68 ซึ่งจะช่วยให้บริษัทบรรลุเป้าหมายทางกลยุทธ์และทางการเงินในระดับสูง เร่งการเติบโตของธุรกิจผ่านความแข็งแกร่งของแบรนด์ การมีทรัพย์สินที่มีคุณภาพสูง และพันธมิตรทางธุรกิจที่สร้างกำไร ในขณะที่เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและปรับโครงสร้างธุรกิจไปสู่ดิจิทัล โดยกลยุทธ์ในการผลักดันการเติบโตดังกล่าวจะถูกขับเคลื่อนโดยทีมงานที่มีประสบการณ์ ฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง และการบริหารจัดการทรัพยากรทางการเงินอย่างรอบคอบ

ขณะเดียวกันบริษัทมีอีกหนึ่งความมุ่งมั่นที่จะสร้างผลตอบแทนที่สูงที่สุดให้กับผู้ถือหุ้น โดยเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาที่จะประกาศเสนอจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสดสำหรับปี 2565 ในอัตราร้อยละ 30 ของกำไรจากการดำเนินงานปี 2565 นอกจากนี้จากสภาวะแวดล้อมในการดำเนินงานที่ฟื้นตัวในทุกธุรกิจ บริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลอีกครั้งในปีนี้ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจที่สิ้นสุดดังกล่าวจะต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการและผู้ถือหุ้น

นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของ MINT กล่าวว่า ภูมิใจเป็นอย่างยิ่งในตัวทีมงานของบริษัทที่ร่วมกันขับเคลื่อนและส่งมอบอีกหนึ่งผลการดำเนินงานที่น่าประทับใจในไตรมาส 4/65 และเมื่อบริษัทเข้าสู่ยุคภายหลังการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 แล้ว ก็ตั้งตารออีกปีแห่งความสำเร็จในปี 66 จากแนวโน้มการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้ นอกเหนือจากกลยุทธ์สามปีฉบับใหม่ของบริษัทแล้ว ในปี 66 และปีต่อๆ ไป บริษัทจะมุ่งเน้นไปที่การคว้าโอกาสใหม่ๆ เพื่อปลดล็อกและเร่งการเติบโตและเพิ่มความสามารถในการทำกำไร ในขณะที่ยังคงรักษาตำแหน่งของบริษัทในฐานะผู้นำในตลาดระดับโลก บริษัทได้กลับมาเติบโตอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง และ MINT อยู่ในฐานะที่ดีที่จะคว้าโอกาสที่น่าตื่นต้นที่รอเราอยู่ข้างหน้า

Back to top button