
BEM บวก 2% ลุ้นงบ Q3 ทำนิวไฮ รับปริมาณผู้โดยสารพุ่ง
BEM บวก 2% ลุ้นผลงานไตรมาส 3/68 จ่อทำสถิติ New High ทั้งรายได้-กำไร คนใช้ทางด่วนเฉลี่ย 1.1 ล้านคัน/วัน รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินแน่น 5.2 แสนคน/วัน ปลายปีนี้เตรียมเซ็น ต่อสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 1-2 อีก 22 ปี 5 เดือน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (6 พ.ย.68) ราคาหุ้น บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ณ เวลา 14:32 น. อยู่ที่ระดับ 5.50 บาท บวก 0.10 บาท หรือ 1.85% สูงสุดที่ระดับ 5.60 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 5.30 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 217.09 ล้านบาท
สำหรับราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมา ตอบรับ นายสมบัติ กิจจาลักษณ์ กรรมการผู้จัดการ BEM เปิดเผยแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/2568 (ก.ค.-ก.ย. 2568) ว่า มั่นใจว่ากำไรของ BEM จะสูงทำสถิติใหม่ (New High) อีกครั้ง จากช่วงไตรมาส 3/2567 ที่ BEM มีกำไรสุทธิ 1,067 ล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นทุกปี โดยปัจจุบันธุรกิจทางด่วนมีผู้ใช้ บริการเฉลี่ยกว่า 1.1 ล้านคันต่อวันทำการ ยังคงเป็นฐานรายได้หลักที่มั่นคง ทำกำไร และกระแสเงินสดให้ BEM อย่างมาก
ด้านธุรกิจรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ปัจจุบันมีผู้โดยสารเฉลี่ยกว่า 520,000 คน/วันทำการ เป็นรถไฟฟ้าสายเดียวที่มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ปริมาณสูงกว่าก่อนเกิดสถานการณ์โควิด-19 (ปี 2562) เนื่องจากเป็นสายวงกลม (Circle line) สายหลักในเมืองที่ทุกสายส่งผู้โดยสารเข้ามา และตลอดสายทางมีโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้น เช่น ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ One Bangkok และ Dusit Central Park ซึ่งอีก 2 ปีข้างหน้าหลังเปิดรถไฟฟ้าสายสีส้ม ส่วนตะวันออกช่วงศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย–มีนบุรี (สุวินทวงศ์) คาดว่าจำนวนผู้โดยสารจะเพิ่มเป็น 650,000 คน/วันทำการ ซึ่ง BEM ได้สั่งซื้อรถไฟฟ้าเพิ่มอีก 21 ขบวนไว้รองรับแล้ว
ส่วนรายได้จากการพัฒนาเชิงพาณิชย์ ปัจจุบันมีประมาณ 1,200 ล้านบาท/ปี และจะเติบโตขึ้นอีกกว่า 20% สอดคล้องกับผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าธุรกิจรถไฟฟ้ามีการเติบโตสูง ต่อเนื่อง และมั่นคงในระยะยาวจากสัมปทานที่เหลืออีกกว่า 25 ปี อีกทั้ง BEM ยังมีรายได้จากการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุง (O&M) รถไฟฟ้าสายสีม่วงเตาปูน-คลองบางไผ่ อีกกว่า 2,200 ล้านบาทต่อปี รวมถึงรายได้ในอนาคตจากรถไฟฟ้าสายสีส้มส่วนตะวันออกที่จะเปิดให้บริการปลายปี 2570 และเปิดบริการทั้งสาย คือ บางขุนนนท์-มีนบุรี (สุวินทวงศ์) ในปี 2573
ปัจจุบัน BEM ยังอยู่ระหว่างการขยายสัมปทานทางด่วนขั้นที่ 2 และทางด่วนบางปะอิน-ปากเกร็ด เพื่อสร้างโครงการทางด่วน 2 ชั้น (Double Deck) จากงามวงศ์วาน-พระราม 9 และลดค่าทางด่วนในเมืองคือ ทางด่วนขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 สายงามวงศ์วาน-พระราม 9 เหลือไม่เกิน 50 บาท (จากเดิม 90 บาท) ซึ่งขณะนี้เรื่องดังกล่าวมีความชัดเจนแล้วและอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติตามขั้นตอนกระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 โดยคาดว่าจะได้ลงนามสัญญากับการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ได้ภายในเดือนธันวาคม 2568
ทั้งนี้ยืนยันว่าการลดค่าผ่านทางดังกล่าว ไม่กระทบกับรายได้ของ BEM ตามสัญญาเดิม เพราะจะมีการปรับส่วนแบ่งรายได้ค่าผ่านทางในเมืองเพื่อชดเชยให้แก่ BEM จากเดิม กทพ.:BEM 60:40 เป็น 50:50 ส่วนการลงทุนสร้าง Double Deck กว่า 3.5 หมื่นล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาจราจรจะแลกกับการขยายสัมปทานทาง ด่วนขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 ออกไปอีก 22 ปี 5 เดือน คาดว่าหลังจาก Double Deck ให้บริการ ปัญหาการจราจรบนทางด่วนจะลดลง ส่งผลให้จำนวนผู้ใช้ทางเพิ่มขึ้นประมาณ 10-15% ทำให้ BEM มีสัมปทานที่คุณภาพ และมีความมั่นคงยาวนานขึ้น
นายสมบัติ กล่าวเพิ่มเติมว่า BEM ยังได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือในประเทศ ระยะยาวจาก Fitch Ratings ที่ระดับ A(tha) แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ (Outlook Stable) สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและศักยภาพของ BEM จากสัมปทานที่มั่นคงในระยะยาว สร้างรายได้และกำไรโตต่อเนื่อง แม้จะมีการลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม และโครงการ Double Deck แต่ Fitch เชื่อว่าเป็นการลงทุนที่มีความสำคัญ ส่งเสริมการเติบโตในระยะยาว ทำให้ BEM สามารถบริหารจัดการเงินลงทุนได้จากรายได้ที่โตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าต้นทุนทางการเงินทั้งในส่วนของสินเชื่อจากธนาคาร และหุ้นกู้ จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ ปี 2569
นอกจากนี้ BEM มีโอกาสทางธุรกิจเติบโตอีกมากจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ช่วงเตาปูน-ราษฎร์บูรณะ (วงแหวนกาญจนาภิเษก) ที่ขณะนี้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จ้าง BEM เดินรถสายสีม่วงส่วนเหนืออยู่ และคาดว่ารัฐบาลจะอนุมัติช่วงต้นปี 2569 ให้รฟม.เจรจากับ BEM รับงานเดินรถสายสีม่วงใต้ต่อเนื่อง เพื่อทันกับงานก่อสร้างสายสีม่วงใต้ที่จะแล้วเสร็จในอีก 3 ปี และยังมีโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) M5 ส่วนต่อขยายทางยกระดับอุตราภิมุข (รังสิต-บางปะอิน) และ M9 ทางยกระดับสายวงแหวนรอบนอกกรุงเทพฯ (บางขุนเทียน-บางบัวทอง) ซึ่ง BEM ให้ความสนใจจะเข้าร่วมการประมูลอย่างแน่นอน

