THAI เด้ง 5% รับงบปี 68 พลิกกำไร 3 หมื่นล้าน แจกปันผล 0.21 บาท XD 24 เม.ย.นี้

THAI ดีดแรง 5% หลงโชว์งบปี 68 พลิกกำไร 3 หมื่นล้าน รายได้รวมทะลุ 1.9 แสนล้านบาท อานิสงส์ยอดผู้โดยสารพุ่ง พร้อมไฟเขียวปันผล 0.21 บาทต่อหุ้น เตรียมขึ้นเครื่องหมาย XD 24 เม.ย. นี้ รับเงิน 18 พ.ค.69


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (26 ก.พ.69) ราคาหุ้น บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ณ เวลา 10:13 น. อยู่ที่ระดับ 7 บาท บวก 0.35 บาท หรือ 5.26% สูงสุดที่ระดับ 7.10 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 6.90 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 322.26 ล้านบาท

โดยราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังเปิดเผยรายงานผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 4 และงวดปี 2568 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

โดยบริษัทฯ และบริษัทย่อยมีรายได้รวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) จำนวน 190,277 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 2,288 ล้านบาท หรือร้อยละ 1.2 โดยรายได้หลักมาจากค่าโดยสารและค่าน้ำหนักส่วนเกิน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 81.8 ของรายได้รวม มีจำนวน 155,705 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 737 ล้านบาท (+0.5%) ปริมาณการขนส่งผู้โดยสาร (RPK) เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.3 และปริมาณการผลิตด้านผู้โดยสาร (ASK) เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.7 เนื่องจากบริษัทฯ มีเครื่องบินที่ใช้ปฏิบัติการบินและอัตราการใช้ประโยชน์เครื่องบินเฉลี่ยเพิ่มขึ้น พร้อมทั้งกลับมาทำการบินเส้นทางบรัสเซลส์ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2567

รวมถึงเพิ่มความถี่เที่ยวบินในเส้นทางยอดนิยม เช่น เซี่ยงไฮ้ และเดนปาซาร์ ส่งผลให้อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสาร (Cabin Factor) อยู่ที่ 79.2% สูงกว่าปีก่อนที่ระดับ 78.8% จากการปรับเครือข่ายเส้นทางบินและการทำรหัสเที่ยวบินร่วม (Codeshare)

อย่างไรก็ตาม รายได้จากผู้โดยสารเฉลี่ยต่อหน่วย (รวมค่าธรรมเนียมชดเชยค่าน้ำมันและค่าเบี้ยประกันภัย แต่ไม่รวมค่าน้ำหนักส่วนเกิน) อยู่ที่ 2.77 บาท ลดลง 0.21 บาท (-7.0%) หรือคิดเป็นเงินประมาณ 11,700 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากการแข็งค่าของเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินรายได้หลัก (เยน, ยูโร, ดอลลาร์สหรัฐ) ทำให้รายได้เฉลี่ยต่อหน่วยเมื่อคิดเป็นเงินบาทลดลง 0.12 บาท/RPK (-4.0%) หรือราว 6,700 ล้านบาท และหากไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน รายได้เฉลี่ยต่อหน่วยยังคงต่ำกว่าปีก่อนร้อยละ 3.0 (ประมาณ 5,000 ล้านบาท) จากการแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือดขึ้น

ทั้งนี้ หากจำแนกตามภูมิภาค เส้นทางบินในภูมิภาคเอเชีย มีรายได้ 76,965 ล้านบาท ลดลง 2,658 ล้านบาท (-3.3%) จากรายได้เฉลี่ยต่อหน่วยที่ลดลงร้อยละ 6.6 ตามผลกระทบเงินบาทแข็งค่าและการแข่งขันด้านราคา แม้ปริมาณการผลิตจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 จากการเพิ่มเที่ยวบินเซี่ยงไฮ้และเดนปาซาร์เป็น 14 เที่ยวบิน/สัปดาห์ ส่งผลให้ Cabin Factor เพิ่มเป็น 75.5%

ส่วน เส้นทางบินยุโรป มีรายได้ 55,841 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,204 ล้านบาท (+6.1%) ปริมาณการผลิตเพิ่มร้อยละ 14.7 จากการกลับมาบินมิลาน ออสโล และบรัสเซลส์ Cabin Factor เพิ่มเป็น 83.2% แต่รายได้เฉลี่ยต่อหน่วยลดลงร้อยละ 8.3 จากเงินบาทแข็งค่าเทียบยูโร ด้าน เส้นทางบินออสเตรเลีย มีรายได้ 15,297 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 889 ล้านบาท (+6.2%) ปริมาณการผลิตเพิ่มร้อยละ 11.8 จากการกลับมาบินเพิร์ทและเพิ่มเที่ยวบินซิดนีย์ Cabin Factor ลดลงเล็กน้อยเหลือ 77.9% และรายได้เฉลี่ยต่อหน่วยลดลงร้อยละ 4.4 ขณะที่ เส้นทางบินภายในประเทศ มีรายได้ 7,602 ล้านบาท ลดลง 698 ล้านบาท (-8.4%) ปริมาณการผลิตและการขนส่งลดลงจากการปรับเปลี่ยนที่นั่ง A320-200 และยกเลิกเส้นทางนราธิวาส Cabin Factor ลดลงเหลือ 89.0% แต่รายได้เฉลี่ยต่อหน่วยเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 จากการจัดทำที่นั่งชั้นธุรกิจ

สำหรับรายได้ในส่วนอื่นๆ รายได้จากค่าระวางขนส่งและไปรษณียภัณฑ์ มีจำนวน 17,251 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 9.1 ของรายได้รวม) ลดลง 17 ล้านบาท (-0.1%) รายได้จากพัสดุภัณฑ์เฉลี่ยต่อหน่วยอยู่ที่ 8.50 บาท ลดลง 0.67 บาท (-7.3%) จากเงินบาทแข็งค่าและการแข่งขัน อัตราส่วนการขนส่งพัสดุภัณฑ์เฉลี่ยอยู่ที่ 51.3% แม้ปริมาณการขนส่งจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.3 รายได้กิจการอื่น (บริการภาคพื้น, ครัวการบิน, คลังสินค้า, ซ่อมเครื่องบิน) มีจำนวน 11,453 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 576 ล้านบาท (+5.3%) ตามจำนวนผู้โดยสารและเที่ยวบินของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น และ รายได้อื่นๆ มีจำนวน 5,868 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 992 ล้านบาท (+20.3%) หลักๆ มาจากดอกเบี้ยรับจากเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด

ด้านของ ค่าใช้จ่าย ปี 2568 บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายรวม (ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว) 149,438 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,964 ล้านบาท (+2.0%) แบ่งเป็น ค่าน้ำมันเครื่องบิน 47,376 ล้านบาท ลดลง 3,098 ล้านบาท (-6.1%) จากราคาน้ำมันเฉลี่ยที่ลดลงร้อยละ 7.8 และเงินบาทที่แข็งค่าเฉลี่ย 32.88 บาท/ดอลลาร์ แม้ปริมาณการใช้น้ำมันจะเพิ่มขึ้นตามจำนวนเที่ยวบิน ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานไม่รวมน้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 102,062 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,062 ล้านบาท (+6.3%) โดย ค่าใช้จ่ายผันแปร (Variable Cost) มีจำนวน 63,602 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,854 ล้านบาท (+3.0%)

ประกอบด้วย ค่าบริการการบิน 19,682 ล้านบาท (+7.4%), ค่าใช้จ่ายนักบินและลูกเรือ 5,587 ล้านบาท (+12.1%), ค่าซ่อมแซมและบำรุงรักษา 18,732 ล้านบาท ลดลง 1,696 ล้านบาท (-8.3%) จากการเปลี่ยนสัญญาเช่าเป็นซื้อเครื่องบินโบอิ้ง 777-300ER จำนวน 4 ลำ การปรับลดประมาณการค่าซ่อม A320-200 จำนวน 1 ลำ เงินบาทแข็งค่า และเงินประกันเครื่องบินโบอิ้ง 787-8, ค่าสินค้าและพัสดุใช้ไป 9,475 ล้านบาท (+8.1%) และค่าใช้จ่ายการขายและโฆษณา 10,126 ล้านบาท (+9.6%)

ด้าน ค่าใช้จ่ายคงที่ (Fixed Cost) มีจำนวน 38,460 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,208 ล้านบาท (+12.3%) ประกอบด้วย ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงาน 15,204 ล้านบาท (+27.1%) จากการปรับฐานเงินเดือน ปรับโครงสร้างค่าตอบแทน การจ่ายค่าตอบแทนพิเศษ และการเพิ่มพนักงาน, ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย 13,991 ล้านบาท (+7.4%) จากค่าเสื่อมซ่อมใหญ่เครื่องยนต์โบอิ้ง 777-300ER 4 ลำที่เปลี่ยนเป็นซื้อ และการคิดค่าเสื่อมสิทธิการใช้ A330-300, 787-9 และ A321neo อย่างละ 1 ลำ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ 9,265 ล้านบาท (+3 ล้านบาท)

ส่วน ต้นทุนทางการเงิน มีจำนวน 13,154 ล้านบาท ลดลง 5,627 ล้านบาท (-30.0%) จากการแปลงหนี้เป็นทุนตามแผนฟื้นฟูและการเปลี่ยนสัญญาเช่าเป็นซื้อโบอิ้ง 777-300ER 4 ลำ โดยมีกำไรจากการยกเลิกสัญญาเช่า 4,230 ล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังบันทึก กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ 653 ล้านบาท (แบ่งเป็นกำไรที่ยังไม่เกิดขึ้น 2,111 ล้านบาท จากเงินบาทแข็งค่า และขาดทุนที่เกิดขึ้นแล้ว 1,458 ล้านบาท) มีส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม 34 ล้านบาท กำไรจากการขายสินทรัพย์ 18 ล้านบาท ขาดทุนจากการปรับโครงสร้างหนี้ 7 ล้านบาท ขาดทุนจากการด้อยค่าตามมาตรฐาน TFRS 9 จำนวน 153 ล้านบาท ปรับปรุงประมาณการไมล์หมดอายุ 968 ล้านบาท ขาดทุนจากการด้อยค่าของสินทรัพย์ 1,641 ล้านบาท (เครื่องบินรอการขาย 20 ลำ ประกอบด้วย 777-300 6 ลำ, 777-200 2 ลำ, A380-800 6 ลำ รวมถึง 777-200ER 6 ลำที่มีมูลค่าคาดว่าจะขายได้ต่ำกว่าบัญชี และเครื่องยนต์อะไหล่) และขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์ (CCS) 1,384 ล้านบาท ส่งผลให้ EBITDA ปี 2568 อยู่ที่ 53,880 ล้านบาท ลดลง 5,244 ล้านบาท (-8.9%) เนื่องจากรายได้เติบโตในอัตราที่ต่ำกว่าค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ทว่าต้นทุนต่อหน่วย (ไม่รวมน้ำมัน) ปรับตัวลดลงจาก 1.461 บาท เป็น 1.443 บาท/ASK

พร้อมกันนี้ เตรียมจ่ายเงินปันผลเป็นเงินสด จากงวดดำเนินงานวันที่ 1 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2568 ในอัตรา 0.21 บาทต่อหุ้นสามัญ (มูลค่าที่ตราไว้ 1.30 บาท) โดยแบ่งเป็นการจ่ายจากกำไรสุทธิส่วนที่ไม่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (NON-BOI) 0.16 บาท/หุ้น และส่วนที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) 0.05 บาท/หุ้น กำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record date) ในวันที่ 27 เม.ย. 2569 วันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) 24 เม.ย. 2569 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 18 พ.ค. 2569 นี้

Back to top button