ACG บวกคึก 8% หลังกำไรปี 68 พุ่ง 57% รับธุรกิจบริการ-Fast Fit โต เคาะปันผล 0.04 บาท

ACG วิ่ง 8% รับงบปี 68 กำไรสุทธิโต 56.76% แตะ 37.78 ล้านบาท หลังได้ธุรกิจซ่อมบำรุงและ Fast Fit หนุน เตรียมปันผลเป็นเงินสด 0.04 บาท/หุ้น ขึ้น XD 29 เม.ย. 69 และกำหนดจ่าย 18 พ.ค. 69


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (26 ก.พ.69) ราคาหุ้น บริษัท ออโตคอร์ป โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ ACG ณ เวลา 10:38 น. อยู่ที่ระดับ 0.66 บาท บวก 0.05 บาท หรือ 8.20% สูงสุดที่ระดับ 0.66 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 0.61 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 0.07 ล้านบาท

ทั้งนี้ ราคาหุ้น ACG ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงหลังรายงานผลการดำเนินงานปี 2568 มีกำไรสุทธิ ดังนี้

โดยบริษัทและบริษัทย่อย (กลุ่มบริษัท) มีกำไรสุทธิสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 จำนวน 37.78 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 56.76 จากจำนวน 24.10 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567 ขณะที่ผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2568 มีกำไรสุทธิจำนวน 12.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 75.07 จาก 7.34 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับอัตรากำไรสุทธิปี 2568 และไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ร้อยละ 2.78 และร้อยละ 3.63 ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.19 และร้อยละ 1.53 ตามลำดับ

ด้านรายได้รวมสำหรับปี 2568 กลุ่มบริษัทมีรายได้จำนวน 1,358.19 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 10.19 จาก 1,512.24 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักจากรายได้จากการขายและการให้บริการที่ลดลงร้อยละ 9.98 ซึ่งเป็นผลกระทบจากส่วนงานจำหน่ายรถยนต์และอุปกรณ์ตกแต่งที่ปรับลดลง 181.36 ล้านบาท หรือร้อยละ 22.05 อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณารายไตรมาสพบว่า รายได้รวมไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 353.82 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.18 จาก 349.70 ล้านบาท เนื่องจากส่วนงานบริการและจำหน่ายอะไหล่มีรายได้เพิ่มขึ้น 7.85 ล้านบาท หรือร้อยละ 4.68 ขณะที่ค่าใช้จ่ายรวมในปี 2568 มีจำนวน 1,289.23 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 11.19 จาก 1,451.75 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายรวมไตรมาส 4/2568 อยู่ที่ 333.16 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 0.21 จาก 333.85 ล้านบาท ซึ่งการลดลงส่วนใหญ่เป็นผลมาจากต้นทุนขายที่ปรับตัวลดลงในทิศทางเดียวกับรายได้จากการจำหน่ายรถยนต์ ส่งผลให้กลุ่มบริษัทมีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.62 เมื่อเทียบกับปี 2567 สะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน

สำหรับภาพรวมธุรกิจตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการรถยนต์ มีรายได้รวมปี 2568 เท่ากับ 1,162.20 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 13.03 และเมื่อเปรียบเทียบรายไตรมาส มีรายได้รวมไตรมาส 4/2568 เท่ากับ 301.07 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 0.51 สาเหตุหลักเกิดจากการลดลงของรายได้ส่วนงานจำหน่ายรถยนต์และอุปกรณ์ตกแต่ง จากปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ที่ลดลงร้อยละ 21.55 ประกอบกับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในปัจจุบันยังเผชิญแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากการเพิ่มความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อของสถาบันการเงิน ซึ่งส่งผลกระทบต่อยอดขายรถยนต์รวมในประเทศ อย่างไรก็ดี ส่วนงานบริการซ่อมบำรุงและจำหน่ายอะไหล่มีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น โดยรายได้สำหรับปี 2568 เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.91 แม้รายได้ในไตรมาส 4/2568 จะปรับตัวลดลงเล็กน้อยร้อยละ 0.22 ส่งผลให้ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการรถยนต์มีอัตรากำไรขั้นต้นเท่ากับร้อยละ 18.61 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.35 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567

ในส่วนของธุรกิจศูนย์บริการรถยนต์ทุกยี่ห้อประเภทเร่งด่วน (Fast Fit) มีรายได้รวมสำหรับปี 2568 เท่ากับ 209.92 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.97 และรายได้รวมไตรมาส 4/2568 เท่ากับ 56.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10.95 สาเหตุหลักมาจากรายได้ต่อคันของรถเข้ารับบริการเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิผลของกลยุทธ์ในการกำหนดราคาให้เหมาะสมกับต้นทุนและมูลค่าการให้บริการ ส่งผลให้ธุรกิจ Fast Fit มีอัตรากำไรขั้นต้นโดดเด่นที่ร้อยละ 16.56 เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.87 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณารายได้จากการขายและการให้บริการปี 2568 มีจำนวน 1,320.81 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9.98 จาก 1,467.19 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 4/2568 เท่ากับ 344.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.69 จาก 339.06 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น รายได้จากการจำหน่ายรถยนต์และอุปกรณ์ตกแต่ง ปี 2568 เท่ากับ 641.13 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 22.05 จาก 822.49 ล้านบาท (ปริมาณยอดขายลดลงร้อยละ 21.55) และไตรมาส 4/2568 เท่ากับ 169.34 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 1.24 จาก 171.47 ล้านบาท (ปริมาณยอดขายลดลงร้อยละ 1.67) สอดคล้องกับภาวะตลาดรถยนต์ที่ชะลอตัว

ส่วน รายได้จากงานบริการซ่อมบำรุงและจำหน่ายอะไหล่ ปี 2568 เท่ากับ 679.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.43 จาก 644.70 ล้านบาท และไตรมาส 4/2568 เท่ากับ 175.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.68 จาก 167.59 ล้านบาท ปัจจัยหนุนหลักมาจากรายได้ธุรกิจ Fast Fit ที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 11.12 เมื่อเทียบกับปี 2567 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.08 เมื่อเทียบรายไตรมาส จากการปรับตัวดีขึ้นของรายได้เฉลี่ยต่อคันร้อยละ 13.93 ผ่านการปรับกลยุทธ์ราคา การขยายประเภทงานบริการ และการเพิ่มมูลค่าต่อการเข้ารับบริการของลูกค้า ขณะที่ธุรกิจตัวแทนจำหน่ายและศูนย์บริการมีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.91 จากปี 2567 แม้รายได้ไตรมาส 4/2568 จะลดลงเล็กน้อยร้อยละ 0.22 จากจำนวนรถเข้ารับบริการที่ลดลง แต่บริษัทก็สามารถรักษาระดับรายได้เฉลี่ยต่อคันไว้ได้

ด้านกำไรขั้นต้นปี 2568 ทำได้ 241.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.07 จาก 229.89 ล้านบาท และกำไรขั้นต้นไตรมาส 4/2568 เท่ากับ 65.81 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13.58 จาก 57.94 ล้านบาท เนื่องจากกำไรต่อคันของส่วนงานบริการซ่อมบำรุงและจำหน่ายอะไหล่เพิ่มขึ้น จากการเพิ่มสัดส่วนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรสูงขึ้น ประกอบกับรายได้เฉลี่ยต่อคันที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนคงที่ต่อหน่วยจัดการได้ดีขึ้น ช่วยลดต้นทุนต่อหน่วยโดยรวม และดันให้อัตรากำไรขั้นต้นปี 2568 ขยับมาอยู่ที่ร้อยละ 18.29 เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.62 เมื่อเทียบกับปี 2567 ขณะที่รายได้ค่านายหน้าปี 2568 เท่ากับ 24.13 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 21.01 จาก 30.55 ล้านบาท และรายได้ค่านายหน้าไตรมาส 4/2568 เท่ากับ 5.79 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 16.45 จาก 6.93 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลกระทบต่อเนื่องจากปริมาณยอดขายรถยนต์ที่ลดลง ทำให้รายได้ค่านายหน้าจากการจัดหาสินเชื่อและประกันภัยรถยนต์ลดลงตามไปด้วย

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นสามัญของบริษัทเป็นเงินสด ในอัตราหุ้นละ 0.04 บาท จากมูลค่าที่ตราไว้ (Par) 0.50 บาทต่อหุ้น โดยเป็นการจ่ายปันผลจากผลการดำเนินงานงวดวันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 และกำไรสะสม ทั้งนี้ บริษัทได้แจ้งแก้ไขกำหนดการ โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 29 เมษายน 2569 และกำหนดวันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิได้รับปันผล (Record date) ในวันที่ 30 เมษายน 2569 ซึ่งบริษัทมีกำหนดการจ่ายเงินปันผลดังกล่าวให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 18 พฤษภาคม 2569

Back to top button