SMO ปิดเช้าเด้ง 12% ลุ้นรัฐปรับเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซล B7-B10 หนุนดีมานด์ “น้ำมันปาล์ม”

SMO ปิดเช้าพุ่ง 12% แตะ 4.62 บาท รับอานิสงส์ตะวันออกกลางตึงเครียด ซีอีโอชี้หนุนดีมานด์ “น้ำมันปาล์ม” พุ่ง ลุ้นรัฐปรับเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลเป็น B7 หรือ B10 ทดแทนนำเข้าน้ำมันดีเซล


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (12 มี.ค. 69) ราคาหุ้น บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO ปิดตลาดภาคเช้าที่ระดับ 4.62 บาท บวก 0.48 บาท หรือ 11.59% สูงสุดที่ระดับ 4.68 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 4.16 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 113.48 ล้านบาท

ด้าน นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SMO ได้ให้ข้อมูลในกิจกรรมบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน (Opportunity Day) โดยระบุว่า นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ถือเป็นปัจจัยบวกที่ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม เนื่องจากน้ำมันปาล์มไม่ได้ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมน้ำมันพืชเพื่อการบริโภคเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตไบโอดีเซลอีกด้วย

นอกจากนี้ ภาวะวิกฤตราคาพลังงานที่เกิดขึ้น ประเมินว่าน่าจะเป็นปัจจัยผลักดันให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องการปรับเพิ่มสัดส่วนการใช้น้ำมันไบโอดีเซล จากระดับ บี3 (B3) หรือ บี5 (B5) ขึ้นไปเป็นระดับ บี7 (B7) หรือ บี10 (B10) ในลำดับถัดไป เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนและลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลจากต่างประเทศ ซึ่งแม้ว่าวิกฤตการณ์ความไม่สงบดังกล่าวอาจจะเกิดขึ้นเพียงในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ แต่ก็จะส่งผลให้ความต้องการ (ดีมานด์) การใช้น้ำมันปาล์มปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเมื่อพิจารณาจากปริมาณการใช้ไบโอดีเซลในปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ระดับประมาณ 8 แสนตัน หากมีการขยับสัดส่วนขึ้นเป็น บี7 หรือ บี10 ก็จะส่งผลให้ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันปาล์มเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ล่าสุดวันนี้ นายกิตติพงษ์ เปิดเผยในรายการ “ข่าวหุ้นเจาะตลาด” ว่า เปิดเผยถึงผลประกอบการในปีที่ผ่านมาว่า บริษัทมีกำไรสุทธิเติบโตก้าวกระโดดเกือบ 700 ล้านบาท จากเดิมประมาณ 260 ล้านบาทในปี 2567 โดยมีปัจจัยหลักจาก 3 ส่วนคือ ช่วงพีคซีซันในไตรมาส 2 และ 3 ที่บริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบได้ดี การรับรู้รายได้จากการเข้าซื้อกิจการโรงงานใหม่แบบ In-organic ทำให้ปริมาณการผลิต (Quantity) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และการขยายสัดส่วนการส่งออกที่เพิ่มขึ้นเป็น 50-60% ของรายได้ทั้งหมด

สำหรับการบริหารจัดการเงินที่ได้จากการระดมทุน IPO บริษัทได้นำไปชำระหนี้เดิมและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน รวมถึงเตรียมการก่อสร้างโรงงานใหม่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งปัจจุบันได้ดำเนินการซื้อที่ดินเรียบร้อยแล้วและอยู่ระหว่างขออนุญาตก่อสร้าง คาดว่าจะเริ่มถมดินในไตรมาส 2 ปีนี้ และเริ่มรับรู้รายได้ (COD) ได้ในช่วงปลายปี 2570 หรือต้นปี 2571 นอกจากนี้ ในช่วงเดือนเมษายน 2569 บริษัทเตรียมเดินเครื่องขยายกำลังการผลิตที่อำเภอพนมเพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัว หรือประมาณ 75 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะช่วยหนุนผลประกอบการในปีนี้ให้เติบโตตามเป้าหมาย

ในด้านโมเดลธุรกิจ SMO วางตัวเป็น “โซ่ข้อกลาง” ที่รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรมาสกัดเป็นน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) เพื่อส่งต่อให้โรงกลั่นทั้งในกลุ่มบริโภคและกลุ่มพลังงาน รวมถึงการส่งออกไปต่างประเทศ โดยบริษัทยึดกลยุทธ์การบริหารจัดการความเสี่ยงแบบ “ซื้อมาขายไป” (ซื้อแพงขายแพง ซื้อถูกขายถูก) เพื่อรักษาอัตรากำไร (Margin) และไม่มีนโยบายเก็งกำไรสต็อกหรืออัตราแลกเปลี่ยน โดยมีการทำ FX Hedging ภายใน 2-3 วันหลังมีคำสั่งซื้อขาย เพื่อป้องกันความผันผวนของค่าเงินบาท

ขณะที่ นายสมศักดิ์ ศิริชัยนฤมิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Asset Pro Management (APM) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน ให้ความเห็นว่า ทิศทางอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันในปี 2569 มีแนวโน้มเป็นบวกทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน โดยคาดการณ์ผลผลิตปาล์มในประเทศจะเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 22-23 ล้านตัน จากสภาวะฝนดีและพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น ขณะที่ความต้องการใช้ในภาคพลังงานมีโอกาสขยับจาก B7 สู่ B10 หรือ B20 ตามกลไกตลาดโลกที่ราคาน้ำมันปาล์มเริ่มมีความได้เปรียบเชิงต้นทุนเมื่อเทียบกับดีเซลที่รวมภาษีและกองทุนน้ำมัน

นอกจากธุรกิจหลักแล้ว SMO ยังมีการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์พลอยได้ (By-product) อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งกะลาปาล์มที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าชีวมวล และการผลิตก๊าซชีวภาพจากน้ำเสียเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ซึ่งเป็นรายได้ที่มั่นคงและช่วยเสริมความมั่งคั่งให้แก่กิจการ พร้อมทั้งอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อต่อยอดธุรกิจใหม่ในอนาคต

ทั้งนี้ SMO ยังคงนโยบายจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิ โดยปัจจุบันระดับราคาหุ้นยังมีอัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) อยู่ในระดับต่ำเพียงประมาณ 6 เท่า เมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมเดียวกันที่เฉลี่ยอยู่ที่ 20 เท่า จึงถือเป็นหุ้นที่มีความน่าสนใจในเชิงมูลค่า (Value) และความมั่นคงจากการเติบโตตามโครงการขยายกำลังการผลิตที่จะทยอยรับรู้อย่างต่อเนื่องในปี 2569-2571

Back to top button