SCB บวกต่อ 1% ลุย “เวอร์ชวลแบงก์” จ่อเพิ่มทุน 5 พันลบ. โบรกชี้กำไรปีนี้แตะ 4.3 หมื่นลบ.

SCB บวกต่อ 1% เดินเกมดิจิทัล ตั้ง “แบงก์เอกซ์” รุกเวอร์ชวลแบงก์ เตรียมเพิ่มทุน 5 พันล้านบาทในปี 69 พร้อมยกเลิกดีล Home Credit เวียดนาม โบรกชี้ฐานทุนแกร่ง ลุ้นอัพไซด์จากซื้อหุ้นคืน–ปันผลพิเศษ ชี้กำไรปีนี้แตะ 4.3 หมื่นลบ.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (27 มี.ค.69) ราคาหุ้น บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ณ เวลา 10:10 น. อยู่ที่ระดับ 147 บาท บวก 1.00 บาท หรือ 0.68% สูงสุดที่ระดับ 147 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 145.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 289.59 ล้านบาท

สำหรับราคาหุ้นปรับตัวขึ้นมา ตอบรับวานนี้ (26 มีนาคม) รายงานข่าวจากบริษัท เอสซีบี เอกซ์ จํากัด (มหาชน) หรือ SCB ระบุถึงความคืบหน้าธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา หรือ “เวอร์ชวลแบงก์” ภายใต้ “ธนาคาร แบงก์เอกซ์ จำกัด (มหาชน)” โดยน SCB ถือหุ้น 90% ว่า มีแผนที่จะเพิ่มทุนบริษัทฯ ดังกล่าวจาก 1 หมื่นบาทเป็น 5 พันล้านบาทในปี 2569 หรือเมื่อยื่นขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาจากกระทรวงการคลัง เพื่อเปิดดำเนินการภายใต้กรอบหลักเกณฑ์และระยะเวลาที่ ธปท. กำหนด

ปัจจุบัน บริษัทฯ อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อเริ่มประกอบธุรกิจร่วมกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ คือ KakaoBank Corp. หนึ่งในผู้ถือหุ้นของบริษัท และเป็นผู้ให้บริการธนาคารดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในสาธารณรัฐเกาหลี และ WeBank Technology Services Limited บริษัทย่อยของกลุ่มธนาคาร

ทั้งนี้ WeBank Co., Ltd. ซึ่งเป็นธนาคารดิจิทัลชั้นนำในสาธารณรัฐประชาชนจีน มีวัตถุประสงค์ที่จะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีอันทันสมัยมาประยุกต์เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ และการบริการด้านการเงินที่มีประโยชน์ต่อลูกค้าในประเทศไทย

ขณะเดียวกัน บมจ.เอสซีบี เอกซ์ ยังได้แจ้งว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ที่เป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เข้าทำสัญญาซื้อขายหุ้น (สัญญา SPA) กับ Home Credit N.V.(เวียดนาม) เพื่อเข้าซื้อส่วนของทุน (Charter Capital) ในสัดส่วน 100% ของ Home Credit Vietnam Finance Company Limited ด้วยมูลค่าการลงทุนประมาณ 20,973 พันล้านดอง หรือประมาณ 31,000 ล้านบาท ซึ่งอาจมีการปรับปรุงราคาตามข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา SPA นั้น

เนื่องจากมีปัจจัยภายนอกบางประการซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของคู่สัญญา ส่งผลให้เงื่อนไขบังคับก่อนตามที่ กำหนดไว้ในสัญญา SPA ไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ทำให้คู่สัญญาไม่สามารถดำเนินธุรกรรม ดังกล่าวให้แล้วเสร็จได้

ดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการธนาคารฯ  เมื่อวันที่ 20 มี.ค. 2569 จึงมีมติอนุมัติให้ ธนาคารเลิกสัญญา SPA เพื่อยุติธุรกรรมดังกล่าว และจะไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของธนาคารฯ แต่อย่างใด

“SCBX และ ธนาคารฯ ยังคงมุ่งมั่นดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ในการก้าวสู่การเป็นกลุ่มเทคโนโลยีทางการเงินชั้นนำของภูมิภาค พร้อมทั้งเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจของกลุ่มในตลาดอาเซียนที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ตลอดจนเพิ่มมูลค่าและสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวต่อไป” เอสซีบี เอกซ์ ระบุ

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเอสแอล จำกัด (ASL) ระบุว่า บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB โดดเด่นด้านการคืนผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น โดยจ่ายเงินปันผลในอัตราสูงถึง 80% ของกำไรสุทธิอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (2566-2568) และในปี 2568 บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลรวม 11.28 บาทต่อหุ้น คิดเป็น Dividend Yield ประมาณ 7.9%

ขณะเดียวกัน ยังมีฐานะเงินกองทุนแข็งแกร่ง โดยมีอัตราเงินกองทุนขั้นที่ 1 (CET1) สูงถึง 17.8% ซึ่งเปิดโอกาสให้ธนาคารสามารถพิจารณาทางเลือกในการบริหารเงินทุนส่วนเกิน เช่น การซื้อหุ้นคืน หรือการจ่ายปันผลพิเศษในอนาคต

ส่วนผลประกอบการไตรมาส 1/2569 คาดว่ามีกำไรสุทธิประมาณ 10,377 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อน แต่ลดลง 17% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยการฟื้นตัวเมื่อเทียบไตรมาสก่อนมาจากรายได้ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายที่ลดลง แม้รายได้ดอกเบี้ยยังถูกกดดัน

นอกจากนี้ SCB มีโอกาสสร้างการเติบโตใหม่ในระยะยาวจากกลุ่มธุรกิจ “Gen 2” โดยเฉพาะ บริษัท คาร์ด เอกซ์ จำกัด (CardX) ที่เริ่มกลับมาทำกำไร และธุรกิจสินเชื่อดิจิทัลอย่าง บริษัท มันนิกซ์ จำกัด (MONIX) ที่มีการเติบโตของสินเชื่อสูงถึง 34% รวมถึงการได้รับใบอนุญาตจัดตั้ง “เวอร์ชวลแบงก์”(Virtual Bank) ซึ่งคาดจะเปิดให้บริการในช่วงครึ่งหลังปี 2569 และเป็นช่องทางสำคัญในการขยายฐานลูกค้ากลุ่มรายย่อย (Mass และ Lower Mass) ที่ยังมีช่องว่างทางตลาดอีกมาก

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการปี 2569 คาด SCB จะมีกำไรสุทธิ 43,239 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากแรงกดดันต่อส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย (NIM) จากทิศทางดอกเบี้ยขาลง รวมถึงการปรับพอร์ตสินเชื่อให้เน้นกลุ่มความเสี่ยงต่ำมากขึ้น ส่งผลให้ NIM จะลดลงมาอยู่ที่ราว 3.2%

อย่างไรก็ตาม ยังมีแรงหนุนจากรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย โดยเฉพาะค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management) และธุรกิจดิจิทัล ขณะที่แนวโน้มต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Cost) คาดจะลดลงมาอยู่ที่ราว 1.5% จากปีก่อนที่ 1.7%

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ มองว่าผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยการก่อตัวของหนี้เสียใหม่เริ่มลดลง ทำให้อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL ratio) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 3.29% ขณะที่ธนาคารยังตั้งสำรองในระดับสูง ส่งผลให้ Coverage Ratio อยู่ที่ 161% สะท้อนความพร้อมในการรองรับความเสี่ยงของหนี้ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนี้ SCB ยังอยู่ระหว่างแผนจัดตั้งกิจการร่วมค้า (JV) กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการหนี้เสีย โดยได้รวมผลกระทบไว้ในประมาณการแล้ว

ทั้งนี้ บล.เอเอสแอล แนะนำ SCB ในระดับ “ถือเพื่อรับปันผล” ให้ราคาเป้าหมาย 149.25 บาท อิงมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ที่ 1 เท่า โดยมองว่าหุ้นยังเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงและสม่ำเสมอ มากกว่าการคาดหวังการเติบโตของกำไรในระยะสั้น

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า กำไรงวดไตรมาส 1/2569 ของ SCB จะอยู่ที่ 11,000 ล้านบาท ลดลง 8% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 13.3% เมื่อเทียบไตรมาสก่อนหน้า จากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายลดลง

ทั้งนี้ ยังคงประมาณการกำไรปี 2569 ของ SCB ไว้ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.8% คงราคาพื้นฐาน 145 บาท ซึ่งอาจจะไม่เหลือส่วนต่างราคาหุ้นแล้ว แต่ปันผลยังน่าสนใจ โดย SCB ปันผลงวดครึ่งปีหลัง 2568 อยู่ที่ 9.28 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผลประมาณ 6.4% (จากราคาปิดล่าสุดที่ 146 บาท) และคาดปี 2569 จะจ่าย 11.48 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทนเงินปันผล 7.9% แนะนำ “ทยอยซื้อ”

Back to top button