
NTF บวก 8% “ออลไทม์ไฮ” โบรกชี้กำไร Q1 โต 165% รับส่งออกทุเรียนจีนพุ่ง ชูเป้า 18.50 บาท
NTF พุ่งเกือบ 8% ทำสถิติ “ออลไทม์ไฮ” โบรกประเมินกำไรไตรมาส 1/69 โตแรง 165% แตะ 34.5 ล้านบาท รับยอดส่งออกทุเรียนไปจีนพุ่ง หนุนกำไรทั้งปีโต 61% คงคำแนะนำ “ซื้อ” เป้าหมาย 18.50 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (29 เม.ย.69) ราคาหุ้น บริษัท เอ็นทีเอฟ อินเตอร์กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ NTF ณ เวลา 10:14 น. อยู่ที่ระดับ 16.40 บาท บวก 1.20 บาท หรือ 7.89% สูงสุดที่ระดับ 16.70 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 15.20 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 50.49 ล้านบาท
ด้านบทวิเคราะห์จาก บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KGI ประเมินแนวโน้มธุรกิจของ NTF ว่า ปริมาณการส่งออกทุเรียนของไทยไปยังประเทศจีนในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 มีอัตราการเติบโตสูงถึง 491% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยปริมาณส่งออกขึ้นไปสู่ระดับ 84,549 ตัน ปัจจัยหลักได้รับแรงหนุนจากฐานที่ต่ำในปีก่อนหน้า เนื่องจากทางการจีนได้เข้มงวดในการบังคับใช้กฎระเบียบด้านสารเคมีตกค้างและสารปนเปื้อนในสินค้าเกษตรนำเข้า ส่งผลให้ผู้ส่งออกของไทยต้องปรับปรุงกระบวนการผลิตและการตรวจสอบคุณภาพใหม่ทั้งหมด ประกอบกับในช่วงไตรมาส 1/2568 ทุเรียนในพื้นที่ภาคใต้มีคุณภาพลดลงจากปัญหาฝนตกผิดปกติในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยว ขณะเดียวกัน คาดการณ์ว่าปริมาณผลผลิตทุเรียนของไทยในปีนี้จะเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
จากปัจจัยดังกล่าว KGI จึงประเมินอย่างอนุรักษ์นิยมว่า ยอดขายของ NTF ในช่วงไตรมาส 1/2569 จะเติบโต 108% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (แม้คาดว่าปริมาณการส่งออกของบริษัทจะเติบโตต่ำกว่าภาพรวมของอุตสาหกรรม เนื่องจากบริษัทเน้นเจาะตลาดสินค้าพรีเมียม แต่คาดว่าราคาส่งออกเฉลี่ยจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย) ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับ 19% ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 16.8% ในช่วงไตรมาส 1/2568 และอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงไตรมาส 4/2568 โดยได้รับแรงหนุนจากกลยุทธ์การตั้งราคาแบบ Cost-plus ของบริษัท ส่งผลให้คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 1/2569 จะเติบโตอย่างโดดเด่นถึง 165% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 29% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า แตะระดับ 34.5 ล้านบาท
สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 คาดว่ากำไรของ NTF จะยังคงเติบโตอย่างโดดเด่นทั้งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนและเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหนุนจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากประเทศจีน และเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวทุเรียนในภาคตะวันออกของไทย ซึ่งคาดว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้น 16% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนในปีนี้ ทั้งนี้ NTF มีความพร้อมในการดำเนินธุรกิจมากกว่าปีก่อนอย่างชัดเจน ทั้งในด้านเงินทุนหมุนเวียนที่แข็งแกร่งขึ้นหลังจากการระดมทุนเสนอขายหุ้นไอพีโอ (IPO) และจำนวนล้งรับซื้อผลไม้ที่เป็นพันธมิตรเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จาก 5 แห่ง เป็น 10 แห่งเมื่อสิ้นปี 2568 นอกจากนี้ KGI ยังตั้งสมมติฐานแบบอนุรักษ์นิยมว่าบริษัทจะมีการเพิ่มล้งพันธมิตรอีก 4 แห่งในปีนี้ (จากเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้ 5 แห่ง) ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการเติบโตของปริมาณการส่งออกในไตรมาส 2/2569
ขณะที่ในไตรมาส 3/2569 แม้ผลผลิตทุเรียนในภาคตะวันออกของไทยจะผ่านพ้นจุดสูงสุด (Peak) ไปแล้ว แต่เครือข่ายการจัดหาสินค้าในประเทศเวียดนามของ NTF ซึ่งได้เริ่มทดลองส่งออกไปตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 จะเข้ามาช่วยเสริมกำลังในส่วนนี้ได้ เนื่องจากฤดูกาลเก็บเกี่ยวทุเรียนของเวียดนามมักจะมีจุดสูงสุดช้ากว่าประเทศไทยประมาณ 1 ไตรมาส ปริมาณทุเรียนจากเวียดนามจึงจะเป็นแรงหนุนเพิ่มเติมที่มีนัยสำคัญในไตรมาส 3/2569 ช่วยลดความผันผวนของผลการดำเนินงานรายไตรมาส และเสริมการเติบโตของกำไรให้ต่อเนื่องเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ทั้งนี้ KGI คงประมาณการกำไรสุทธิแบบอนุรักษ์นิยม โดยคาดว่ากำไรทั้งปี 2569 จะเติบโต 61% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคงราคาเป้าหมายไว้ที่ 18.50 บาท อ้างอิงอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) ที่ 10 เท่า ซึ่งใกล้เคียงกับระดับ +1SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีในกลุ่มสินค้าเกษตรที่ 10.6 เท่า และด้วยคาดการณ์กำไรต่อหุ้น (EPS) ในช่วงปี 2568–2571 ที่คาดว่าจะเติบโตในอัตราเฉลี่ย (CAGR) 24% จะส่งผลให้ NTF มีค่า PEG เพียง 0.5 เท่าที่ราคาเป้าหมายดังกล่าว ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่ยังไม่แพงเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโต จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” (Outperform)
นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาส 2/2569 ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของผลการดำเนินงาน อาจมีแรงเก็งกำไรเข้ามาหนุนให้หุ้นมีการซื้อขายในระดับพรีเมียมกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งหากอ้างอิง P/E ที่ระดับ +2SD ของกลุ่มฯ หรือราว 13 เท่า ราคาเป้าหมายในกรณีเชิงบวก (Bullish case) อาจปรับตัวสูงขึ้นไปได้ถึง 24.00 บาท โดย ณ ระดับราคาดังกล่าว คิดเป็น P/E เพียง 9.3 เท่าบนประมาณการกำไรในปี 2570 ซึ่งคาดการณ์ว่ากำไรจะเติบโตต่อเนื่องอีก 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน


