GULF บวกต่อ 4% รับฟันด์โฟลว์เข้า! ลุ้นลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 2,000 MW ดันอัพไซด์ราคา 30 บาท

GULF ปรับตัวบวก 4% รับแรงซื้อฟันด์โฟลว์ไหลเข้า หลังต่างชาติซื้อผ่าน NVDR หนาแน่น จับตา FTSE เพิ่มน้ำหนัก พร้อมลุ้นแผนลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 2,000 MW หนุนอัพไซด์ราคาหุ้นเพิ่ม 20-30 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (4 มิ.ย.69) ราคาหุ้นบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ณ เวลา 10:15 น. อยู่ที่ระดับ 67.00 บาท บวก 2.50 บาท หรือ 3.88% ราคาสูงสุด 67.00 บาท ราคาต่ำสุด 64.25 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 2,269.27 ล้านบาท

โดยเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ราคาหุ้น GULF ปิดตลาดที่ระดับ 64.50 บาท เพิ่มขึ้น 4.03% ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่นกว่า 10,605 ล้านบาท สะท้อนแรงซื้อขนาดใหญ่ที่ไหลเข้ามาอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติผ่านบัญชี NVDR หรือ Non-Voting Depository Receipt สุทธิ 2,728 ล้านบาท ขณะที่ตั้งแต่ต้นปี 2569 นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิสะสมในหุ้น GULF แล้วกว่า 6,620 ล้านบาท

การเข้าซื้อผ่าน NVDR ดังกล่าวถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนราคาหุ้น GULF ให้ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นช่องทางหลักที่นักลงทุนต่างชาติใช้ลงทุนในตลาดหุ้นไทย ส่งผลให้เกิดทั้งแรงซื้อเชิงกลยุทธ์และแรงเก็งกำไรเข้ามาอย่างคึกคัก พร้อมผลักดันสภาพคล่องการซื้อขายเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ จากราคาหุ้นที่ขยับขึ้นมาใกล้ระดับ 65 บาท ส่งผลให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด หรือ Market Capitalization ของ GULF อยู่ที่ประมาณ 9.6 แสนล้านบาท ใกล้ระดับสำคัญ 1 ล้านล้านบาท โดยประเมินว่าหากราคาหุ้นปรับขึ้นสู่บริเวณประมาณ 67 บาทต่อหุ้น จะทำให้มาร์เก็ตแคปทะลุระดับดังกล่าว และตอกย้ำสถานะของ GULF ในฐานะหนึ่งในหุ้นขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อตลาดทุนไทย

ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น GULF ยังสอดคล้องกับกระแสเงินทุนต่างชาติที่เริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย โดยนักลงทุนยังให้น้ำหนักต่อศักยภาพการเติบโตของธุรกิจพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และธุรกิจดิจิทัลของบริษัท โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตสูงตามความต้องการใช้บริการ AI และ Cloud Computing

นางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า การเดินทางไปโรดโชว์ที่ฮ่องกงในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2569 เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจและแผนการลงทุนของบริษัท ได้รับการตอบรับที่ดีมากจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงบวกต่อศักยภาพของบริษัท และเชื่อมั่นในความสามารถในการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อรองรับแผนการลงทุนขนาดใหญ่ในอนาคต

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บรรยากาศการลงทุนในหุ้น GULF ได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยบวกหลายด้าน โดยเฉพาะความกังวลเรื่องแรงขายจากกองทุนต่างประเทศที่ลดลง หลังการทบทวนน้ำหนักการลงทุนของ MSCI ผ่านไปแล้วโดยไม่มีแรงกดดันเพิ่มเติม ส่งผลให้นักลงทุนกลับมาให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานและแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ตลาดยังจับตาการทบทวนดัชนี FTSE Russell ซึ่งจะมีผล ณ ราคาปิดวันที่ 19 มิถุนายน 2569 โดยคาดว่าหุ้น GULF จะได้รับการปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,263 ล้านบาท ปัจจัยดังกล่าวมีแนวโน้มสนับสนุนให้เม็ดเงินจาก Active Fund ทยอยเข้าลงทุนในระยะนี้ ก่อนที่เม็ดเงินจาก Passive Fund จะไหลเข้าตามมาในระยะถัดไป

นอกจากนี้ ผลตอบรับจากการโรดโชว์ทั้งในและต่างประเทศยังเป็นไปในทิศทางเชิงบวก โดยนักลงทุนให้ความสนใจต่อแผนขยายธุรกิจ Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งเป็นธุรกิจที่ได้รับอานิสงส์จากความต้องการใช้บริการ AI และ Cloud Computing ที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ตลาดมีมุมมองเชิงบวกต่อความสามารถของบริษัทในการระดมทุนสำหรับโครงการขนาดใหญ่ และสนับสนุนให้โครงการต่าง ๆ เดินหน้าได้ตามแผน

ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ตลาดกำลังจับตาแผนลงทุนธุรกิจ Data Center ของ GULF หลังผู้บริหารส่งสัญญาณความคืบหน้าของโครงการ Data Center ขนาดใหญ่ 2,000 เมกะวัตต์ โดยโครงการดังกล่าวถูกมองว่าเป็น New S-Curve สำคัญที่จะช่วยยกระดับการเติบโตของบริษัทในระยะยาว

เบื้องต้น โครงการ Data Center ดังกล่าวจะตั้งอยู่ในย่านบางนา ซึ่งเป็นทำเลนอกนิคมอุตสาหกรรม โดยรูปแบบการก่อสร้างจะขึ้นอยู่กับการออกแบบอาคาร หากก่อสร้างแบบชั้นเดียวจะใช้พื้นที่ประมาณ 4-5 ไร่ต่อโครงการ ขณะที่การก่อสร้างแบบ 2 ชั้นจะใช้พื้นที่ประมาณ 2 ไร่ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่ได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังรอความชัดเจนเกี่ยวกับพันธมิตรหรือผู้ใช้งานรายใหญ่จากต่างประเทศ หรือ Hyperscale User โดยกลุ่มลูกค้าเป้าหมายสำคัญของอุตสาหกรรม ได้แก่ ผู้ให้บริการเทคโนโลยีระดับโลก เช่น AWS ของ Amazon, Meta และ Google

นักวิเคราะห์ประเมินว่า หากโครงการ Data Center ขนาด 2,000 เมกะวัตต์ สามารถเดินหน้าได้ตามแผน จะมีโอกาสสร้างกำไรจากการลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาทต่อปี และอาจเพิ่มมูลค่าให้ราคาหุ้น GULF อีกประมาณ 20-30 บาทต่อหุ้น จากราคาเป้าหมายปัจจุบันที่ 72 บาทต่อหุ้น ขณะที่เม็ดเงินลงทุนสำหรับโครงการดังกล่าวคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 80,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ นักลงทุนยังติดตามความคืบหน้าของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026 ซึ่งคาดว่าจะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะภายในไตรมาส 2/2569 โดยประเมินว่า GULF มีโอกาสชนะการประมูลโครงการพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเติมประมาณ 3,000-5,000 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 20-30% ของพอร์ตโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนทั้งหมดของบริษัทในอนาคต

ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังมีแผนลงทุนขยายระบบสายส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของ GULF ทั้งในธุรกิจโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานระยะยาว

ส่วนแผนการเปิดโครงการ Direct PPA หรือ Direct Power Purchase Agreement รวม 2,000 เมกะวัตต์ บริษัทคาดว่าจะได้รับส่วนแบ่งการขายไฟฟ้าในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ เนื่องจากธุรกิจ Data Center ของบริษัทเองจะเป็นหนึ่งในผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ภายใต้รูปแบบ Direct PPA ซึ่งจะช่วยสร้างความต้องการใช้พลังงานสะอาดโดยตรง และสนับสนุนโอกาสขยายการลงทุนด้านพลังงานในอนาคต

นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มสำคัญที่ขับเคลื่อนราคาหุ้น GULF ในระยะต่อไป คือ AI Infrastructure หรือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งจะเป็นแกนหลักของการเติบโต และเป็นปัจจัยที่ช่วยยกระดับมูลค่าธุรกิจของบริษัทในระยะยาว

Back to top button