JMART นำทีมวิ่งคึก! ชูเรือธง “ล็อกโฟน” ดันกำไรปีนี้แตะ 1 พันล้านบาท

JMART ควง JMT-SINER-J บวกแรง รับปัจจัยบวกกลยุทธ์ "The Power of Synergy" ลดภาระหนี้และเพิ่มความสามารถในการทำกำไร ตั้งเป้ากำไรสุทธิปี 69 แตะ 1,000 ล้านบาท โดยมี Lock Phone เป็นหัวหอกสำคัญ ด้าน JMT เดินหน้าซื้อหนี้เข้าพอร์ตควบคู่การตั้งสำรองอย่างรัดกุม ขณะที่ SINGER โชว์กระแสเงินสดแกร่งไร้หนี้ เตรียมลุยโปรเจกต์ Jump Plus


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (4 มิ.ย.69) ณ เวลา 10:15 น. ราคาหุ้น บริษัท เจมาร์ท กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JMART อยู่ที่ระดับ 9.80 บาท บวก 0.55 บาท หรือ 5.95% สูงสุดที่ระดับ 9.90 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 9.45 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 246.21 ล้านบาท

บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT อยู่ที่ระดับ 11.60 บาท บวก 0.50 บาท หรือ 4.50% สูงสุดที่ระดับ 11.60 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 11.30 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 180.43 ล้านบาท

บริษัท ซิงเกอร์ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SINGER อยู่ที่ระดับ 8.80 บาท บวก 1 บาท หรือ 12.82% สูงสุดที่ระดับ 8.90 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 8.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 109.07 ล้านบาท

บริษัท เจเอเอส แอสเซ็ท จำกัด (มหาชน) หรือ J อยู่ที่ระดับ 0.61 บาท บวก 0.02 บาท หรือ 3.39% สูงสุดที่ระดับ 0.62 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 0.59 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 0.29 ล้านบาท

ด้าน นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMART เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า การดำเนินงานของกลุ่ม JMART ในปีนี้ได้เดินตามกลยุทธ์ The Power of Synergy โดยคงนำความสามารถของบริษัทในกลุ่ม JMART เข้ามาเสริมศักยภาพซึ่งกันและกัน ประกอบกับการให้ความสำคัญกับการลดภาระหนี้สินของบริษัทให้ลดลง ทำให้บริษัทมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลง และเพิ่มความสามารถในการทำกำไรให้กับกลุ่ม JMART

ขณะเดียวกัน คงเป้าหมายกำไรสุทธิรวมของกลุ่ม JMART ในปี 2569 ไว้ที่ 1,000 ล้านบาท โดยธุรกิจสินเชื่อโทรศัพท์มือถือแบบล็อกเครื่อง (Lock Phone) เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของกลุ่มบริษัท

สำหรับธุรกิจบริษัท เจมาร์ท โมบาย จำกัด ตั้งเป้าหมายผลักดันกำไรปีนี้ให้เติบโตเป็น 2 เท่าจากปีก่อน ผ่านกลยุทธ์รุกตลาดสินเชื่อล็อกโฟนและการทำงานร่วมกันในกลุ่มบริษัท ซึ่งตอกย้ำโอกาสการเติบโตในฐานะผู้นำธุรกิจ โดยในเชิงจำนวนเครื่อง (Market Share by Unit) กลุ่มสมาร์ตโฟนระบบ Android แบรนด์จีน ได้แก่ OPPO, vivo, realme, Xiaomi, HONOR และ Infinix มีส่วนแบ่งตลาดรวมสูงถึง 56% ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของธุรกิจล็อกโฟน ขณะที่ในเชิงมูลค่าตลาด (Market Share by Value) แบรนด์จีนมีสัดส่วน 35% ใกล้เคียงกับ iPhone ที่มีสัดส่วน 35% และ Samsung ที่มีสัดส่วน 30% ของมูลค่าตลาดรวม

ปัจจุบันกลุ่ม JMART มีพอร์ตสินเชื่อสมาร์ตโฟนครอบคลุมครบทุกเซกเมนต์ โดย บริษัท เคบี เจ แคปปิตอล จำกัด หรือ KBJ ซึ่งรับผิดชอบแบรนด์ Samsung ผ่านระบบ Samsung Finance+ มีพอร์ตสินเชื่อลูกหนี้ ณ ไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 1.19 หมื่นล้านบาท ครอบคลุมฐานลูกค้าสะสมกว่า 2.5 ล้านบัญชี ส่วน บริษัท เอสจี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ SGC ภายใต้โครงการ SG Finance+ เน้นกลุ่มแบรนด์จีน มีพอร์ตลูกหนี้รวม 7.1 พันล้านบาท และฐานลูกค้าสะสมกว่า 1.3 ล้านบัญชี

ส่งผลให้ภาพรวมธุรกิจ Mobile Phone Lending ของกลุ่ม JMART มีพอร์สินเชื่อลูกหนี้รวมสูงถึง 1.9 หมื่นล้านบาท และมีฐานลูกค้าสะสมกว่า 3.8 ล้านบัญชี สะท้อนความแข็งแกร่งของโมเดล Synergy โดยสิ้นปีนี้คาดหวังมีฐานลูกค้าสะสมในระบบนิเวศแตะระดับ 5 ล้านบัญชี

นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JMT กล่าวว่า บริษัทฯ ยังคงเป้าหมายการจัดเก็บเงินสดปี 2569 ที่ 9,000 ล้านบาท ขณะที่พอร์ตบริหารหนี้รวมปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 570,000 ล้านบาท หรือ 8 ล้านบัญชี คาดว่ามีโอกาสขยับแตะ 600,000 ล้านบาทภายในสิ้นปีนี้

โดยวางงบลงทุนซื้อหนี้ปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท หากมีหนี้เสียเข้ามาจำนวนมาก บริษัทฯ ยังมีวงเงินเหลือพอในการเติมเงินรับซื้อหนี้ได้ เพียงขอรอดูในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2569 เป็นหลัก เพื่อให้เห็นภาพรวมที่ชัดเจนขึ้น

ทั้งนี้ JMT ยังคงเดินหน้าบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวดในไตรมาส 2/2569 ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า หลังตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) ในไตรมาส 1/2569 สูงถึง 300 ล้านบาท จากปกติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทตั้งสำรองเฉลี่ยราว 180-200 ล้านบาทต่อไตรมาส สะท้อนความระมัดระวังท่ามกลางปัจจัยเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง ทั้งจากสถานการณ์ภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงความผันผวนของราคาพลังงานที่ยังประเมินได้ยาก

ขณะเดียวกัน บริษัทได้ประเมินความเสี่ยงปี 2569 ไว้มาตั้งแต่ไตรมาส 4/2568 พร้อมกับสื่อสารกับนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ในช่วงประชุมนักวิเคราะห์ไตรมาส 4/2568 โดยย้ำว่า JMT จะทยอยตั้ง ECL ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นไปถึงกลางปี 2569  ดังนั้น  ECL ในไตรมาส 2/2569 จะยังอยู่ในระดับสูง และมีโอกาสสูงกว่าไตรมาสแรก ก่อนจะกลับมาทบทวนสถานการณ์อีกครั้งหลังจบไตรมาส 2

อย่างไรก็ตาม แม้บริษัทจะตั้งสำรองในระดับสูง แต่ยังคงมั่นใจในการดำเนินธุรกิจ และเดินหน้าผลักดันการจัดเก็บเงินสดในปี 2569 ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ที่ 9,000 ล้านบาท ขณะเดียวกัน บริษัทได้แต่งตั้ง “นายกฤษณ์ จันทโนทก” เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระ กรรมการตรวจสอบ และประธานกรรมการสรรหาและกำหนดค่าตอบแทน บรรษัทภิบาลและการพัฒนาเพื่อความยั่งยืน มีผลตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. 2569 มองว่า นายกฤษณ์มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจประกันและการเงิน ซึ่งจะเข้ามาช่วยเสริมศักยภาพและให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์แก่บริษัทในหลายด้าน

“จุดแข็งของคณะกรรมการบริษัท (บอร์ด) อยู่ที่ความหลากหลายของประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนธุรกิจ โดยเฉพาะด้านการบริหารจัดการความเสี่ยง สอดคล้องกับธุรกิจหลักของ JMT ที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการหนี้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายสุทธิรักษ์ กล่าว

ด้านนายนราธิป วิรุฬห์ชาตะพันธ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ SINGER กล่าวว่า SINGER เป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้ มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดในมือสูงถึง 1,825 ล้านบาท (มีกระแสเงินสดกว่า 1,000 ล้านบาท) และไม่มีภาระหนี้หุ้นกู้ พร้อมเตรียมขยายสู่สินเชื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบล็อกได้ในอนาคต

ทั้งนี้ บริษัทเดินหน้าโครงการ “Jump Plus” ตั้งเป้าทำกำไร 1,100 ล้านบาทในปี 2571 ผ่าน 3 กลยุทธ์ คือ ลดต้นทุนเครื่องใช้ไฟฟ้ารุ่นล็อกเพื่อดันมาร์จิ้นแตะ 40%, ขยายช่องทางขายตั้งเป้าพนักงาน 1,000 คน สาขาใหม่ 146 แห่ง (ไตรมาสแรกเปิดแล้ว 24 แห่ง) ตัวแทน 2,000 ราย และนำเทคโนโลยี AI มาใช้สนับสนุนการขายผ่าน Chatbot และแพลตฟอร์ม SG Finance Plus

Back to top button