
“4 หุ้นอิเล็กฯ” ร่วงยกแผง ตามแรงขายหุ้น AI โลก “ทิสโก้” หั่นคำแนะนำกลุ่ม Underperform
หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยปรับตัวลงอย่างหนัก นำโดย DELTA, HANA, KCE และ CCET รับแรงกดดันจากตลาดหุ้นเอเชียที่ร่วงแรง หลังนักลงทุนขายหุ้นกลุ่ม AI และความกังวลภูมิรัฐศาสตร์ ขณะเดียวกัน บล.ทิสโก้ปรับลดมุมมองกลุ่มเป็น Underperform และปรับคำแนะนำหุ้นรายตัวหลายบริษัทลงสะท้อนความเสี่ยงด้านมูลค่า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (8 มิถุนายน 2569) ราคาหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงอย่างหนัก ณ เวลา 10:49 น. โดยได้รับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกประเทศและความผันผวนของตลาดทุนในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งมีแรงขายออกมาในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลังปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงก่อนหน้า
โดยหุ้นที่ปรับตัวลดลงนำโดย บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA อยู่ที่ระดับ 331.00 บาท ลบ 12.00 บาท หรือ 3.50% สูงสุดที่ระดับ 335.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 329.00 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1,935.75 ล้านบาท
บริษัท ฮานา ไมโครอิเล็คโทรนิคส จำกัด (มหาชน) หรือ HANA ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 34.25 บาท ลบ 1.75 บาท หรือ 4.86% สูงสุดที่ระดับ 34.75 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 32.75 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 416.10 ล้านบาท
บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 35.50 บาท ลบ 1.25 บาท หรือ 3.40% สูงสุดที่ระดับ 36.00 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 34.75 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 438.16 ล้านบาท
บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CCET ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 8.90 บาท ลบ 0.45 บาท หรือ 4.81% สูงสุดที่ระดับ 8.95 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 8.55 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 309.69 ล้านบาท
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นเอเชียโดยรวมปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในการซื้อขายวันเดียวกัน หลังนักลงทุนชะลอการเข้าซื้อหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ปรับตัวขึ้นแรงก่อนหน้า ประกอบกับความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์จากเหตุการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันและค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวสูงขึ้น
โดยดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ ซึ่งมีหุ้นกลุ่มชิปและเซมิคอนดักเตอร์เป็นองค์ประกอบสำคัญ ปรับตัวลดลงกว่า 8% และตลาดหลักทรัพย์เกาหลีต้องประกาศระงับการซื้อขายชั่วคราว 20 นาที ขณะที่ดัชนีดังกล่าวปรับตัวลดลงเกือบ 17% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ทำไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ได้ปรับลดมุมมองต่อกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทยเป็น Underperform โดยมองว่าผลประกอบการในไตรมาส 1 ปี 2026 สะท้อนภาพความแตกต่างของแต่ละบริษัทอย่างชัดเจน โดยมีกำไรหลักรวมอยู่ที่ 9,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 67% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้น 21% จากไตรมาสก่อน ขณะที่คาดว่ากำไรในไตรมาส 2 ปี 2569 จะเติบโตทั้งเมื่อเทียบรายปีและรายไตรมาส จากการฟื้นตัวตามวัฏจักรอุตสาหกรรมและการปรับตัวดีขึ้นของอัตรากำไร สอดคล้องกับประมาณการของ WSTS ที่คาดว่าตลาดเซมิคอนดักเตอร์โลกจะเติบโต 90% สู่ระดับ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2569 จากเดิม 975,000 ล้านดอลลาร์ โดยมีหน่วยความจำและลอจิกเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก อย่างไรก็ตาม หลังราคาหุ้นในกลุ่มปรับขึ้นแล้ว 105% ตั้งแต่ต้นปี ซึ่งสูงกว่าดัชนี SOX ที่เพิ่มขึ้น 83%
บริษัทฯ จึงปรับลดมุมมองกลุ่มเป็น Underperform พร้อมคงคำแนะนำ “ขาย” สำหรับ KCE โดยปรับมูลค่าที่เหมาะสมเป็น 33.50 บาท และแนะนำ “ขาย” สำหรับ DELTA โดยปรับลดคำแนะนำจาก “ถือ” เป็น “ขาย” พร้อมปรับมูลค่าที่เหมาะสมเป็น 305.00 บาท เนื่องจากประเด็นด้านมูลค่า แม้ DELTA จะเป็นธุรกิจที่มีคุณภาพสูง แต่ซื้อขายที่ระดับ P/E ปี 2569-2570 ราว 110–80 เท่า เทียบกับบริษัทคู่แข่งระดับโลกที่ 40–61 เท่า ขณะที่ HANA แม้จะมีโอกาสได้รับประโยชน์จากกระแส AI แต่ราคาหุ้นปรับขึ้นแล้ว 103% ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ก่อนการรับรู้กำไรจริงจากธุรกิจดังกล่าว จึงคงคำแนะนำ “ถือ” พร้อมปรับมูลค่าที่เหมาะสมเป็น 34.50 บาท โดยรอความชัดเจนของการดำเนินงานเพิ่มเติม
สำหรับ HANA บริษัทฯ ระบุว่ามีศักยภาพเติบโตสูงสุดหากการรับรองลูกค้าปลายทางของ Phononics สำเร็จภายในสิ้นเดือนมิถุนายน และโครงการ AI PCB สามารถเริ่มเพิ่มกำลังการผลิตได้ในไตรมาส 4 ปี 2569 ขณะที่การฟื้นตัวของธุรกิจหลัก รวมถึงโรงงาน Jiaxing IC และโรงงานอยุธยา ช่วยลดความเสี่ยงขาลง อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงหลักยังอยู่ที่ผลการรับรอง Phononics ซึ่งคาดว่าจะทราบผลในเดือนมิถุนายน 2026 โดยราคาหุ้นที่ปรับขึ้นแล้ว 103% ในช่วง 3 เดือน สะท้อนความคาดหวังด้าน AI ไปมากแล้ว
ส่วน KCE บริษัทยังคงมองว่าเป็นหุ้นที่มีผลตอบแทนดีในกลุ่มอุตสาหกรรม แต่ศักยภาพการเติบโตของกำไรต่อหุ้นหลังปี 2570 มีข้อจำกัด เนื่องจากอัตราการใช้กำลังการผลิตยังอยู่ในระดับต่ำ และขอบเขตการลดต้นทุนเพิ่มเติมมีจำกัด ขณะที่ปัจจัยหนุนด้านอัตรากำไรจากราคาทองแดงอาจเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 แต่ราคาหุ้นปัจจุบันได้สะท้อนความคาดหวังดังกล่าวไปมากแล้ว

