ROJNA-STECON เหาฉลาม GULF.!

ราคาหุ้นบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ที่ปรับขึ้นมาอย่างดุเดือด ด้วยสตอรี่ต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา


ราคาหุ้นบริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ที่ปรับขึ้นมาอย่างดุเดือด ด้วยสตอรี่ต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา ทั้งจากการถูกคาดหมายจะได้รับการปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนจาก FTSE ซึ่งจะทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้ากว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3,263 ล้านบาท) รวมทั้งแผนลงทุน Data Center ขนาดใหญ่ 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งถูกมองเป็น New S-Curve ที่มีโอกาสสร้างกำไร 2 หมื่นล้านบาทต่อปี และอื่น ๆ ที่จะตามมาอีกในอนาคต

ดันให้มาร์เก็ตแคปพุ่งทะลุ 1 ล้านล้านบาทไปเรียบร้อยโรงเรียนจีน ขึ้นแท่นหุ้นบิ๊ก 4 ที่มีมาร์เก็ตแคปเกิน 1 ล้านล้านบาทของตลาดหุ้นไทยแล้ว..!!

อ้อ..เมื่อวันศุกร์ที่ 5 มิ.ย. 2569 ราคาย่อลงมาหน่อย โดยปิดตลาดที่ 67 บาท ปรับลดลง 0.37% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5,062.98 ล้านบาท แต่มาร์เก็ตแคปก็ยังแตะล้านล้านบาทอยู่นะจ๊ะ

แน่นอนว่า ราคาหุ้น GULF ที่ปรับขึ้นร้อนแรงนั้น สร้างความมั่งคั่งให้กับบรรดาผู้ถือหุ้นกันถ้วนหน้า โดยเฉพาะ “เสี่ยกลาง-สารัชถ์ รัตนาวะดี” ที่มีมูลค่าพอร์ตหุ้น GULF พุ่งพรวดเกือบแตะ 3 แสนล้านบาทเลยทีเดียว

แล้วรู้ป๊ะว่า นอกจาก  “เสี่ยกลาง” แล้ว ยังมีอีก 2 บจ. ที่รวยขึ้น หรือมีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้นทันตาจากหุ้น GULF ด้วยนะ..!!

รายแรกเป็นบริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON ของ “กลุ่มชาญวีรกูล” ซึ่งถือหุ้น GULF ทางอ้อมผ่านบริษัทย่อยที่ชื่อบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STEC โดยเป็นผู้ถือหุ้นเบอร์ 13 จำนวน 226,542,800 หุ้น คิดเป็น 1.52% 

ส่วนอีกบริษัทเป็นบริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน) หรือ ROJNA เป็นผู้ถือหุ้นเบอร์ 16 ถือหุ้นจำนวน 116,471,028 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 0.78%

ทั้ง STECON และ ROJNA ถือหุ้น GULF มาตั้งแต่ทำคลอดไอพีโอเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ จนกระทั่งมีการแตกพาร์ไปรอบหนึ่งแล้ว (จากพาร์เดิม 5 บาท มาสู่พาร์ใหม่ 1 บาทในปี 2563) และต่อมามีการควบรวมกับบริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ INTUCH กลายเป็น GULF ร่างใหม่…ทั้งคู่ก็ยังรักใคร่ชอบพอถือหุ้น GULF อย่างเหนียวแน่น ไม่ปันใจไปเป็นอื่น..!!

ถ้าลองดีดลูกคิดดู ราคาหุ้น GULF ที่ปรับเพิ่มขึ้นจาก 59.25 บาท (ณ วันที่ 31 มี.ค. 2569) เป็น 67.00 บาท (5 มิ.ย. 2569) หรือเพิ่มขึ้น 7.75 บาท จะส่งผลให้มูลค่าเงินลงทุนของ STECON เพิ่มขึ้นราว 1,755.70 ล้านบาท ฟาก ROJNA มูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นราว 902.65 ล้านบาท

นี่เป็นแค่การ Mark to Market ของเงินลงทุนเท่านั้นนะ…ยังไม่นับรวมเงินปันผลจาก GULF ที่จะได้เข้ามาอีกขา…

เรียกว่าได้ทั้งขึ้นทั้งล่องเลยนะเนี่ย..!?

แต่ถ้าไปส่องในงบการเงินของ STECON อาจไม่ปรากฏชัดเจน เนื่องจากไม่ได้บันทึกในงบกำไรขาดทุน แต่จัดประเภทเป็นสินทรัพย์ทางการเงินที่วัดมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น ๆ (Fair Value through Other Comprehensive Income: FVOCI) 

แต่ในเคสของ ROJNA ประจักษ์ชัด อย่างงบไตรมาสแรกปี 2569 มีการรับรู้กำไรที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงินสูงถึง 2,024.37 ล้านบาท ซึ่งหลักทรัพย์ที่ว่าก็คือ หุ้น GULF นั่นแหละ ส่งผลให้ในไตรมาสนี้พลิกมามีกำไรสุทธิสูงถึง 2,314.89 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 426.99 ล้านบาท

นั่นเท่ากับว่า ยิ่งหุ้น GULF วิ่งแรงมากแค่ไหน..?? ความมั่งคั่งของ STECON และ ROJNA ก็ยิ่งพอกพูนมากขึ้นเรื่อย ๆ…

อย่างนี้ต้องยกฉายาเหาฉลามหุ้น GULF ให้กับ STECON และ ROJNA แล้วล่ะ…!?

อ้อ…นอกจาก 2 เหาฉลามแล้ว ยังมีเหาฉลามตัวที่ 3 นั่นคือธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นเบอร์ 15 ถือจำนวน 149,867,353 หุ้น คิดเป็นสัดส่วน 1.00% จะมีมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้นราว 1,161.47 ล้านบาทด้วยนะ

อาจไม่เยอะถ้าเทียบกับรายได้หลักแสนล้านบาท และกำไรหลักหมื่นล้านบาทของ BBL แต่ก็ถือว่าไม่น้อยนะ

ส่วนถามว่า หุ้น GULF จะวิ่งไปสุดทางตรงไหน..?? ยังไม่มีใครตอบได้

แต่ที่บอกได้ตอนนี้การลงทุนในหุ้น GULF มันช่างคุ้มจริง ๆ ยิ่งกว่าคุ้ม คุ้มทุกสิ่ง คุ้มยิ่งกว่าแฟลตปลาทองเสียอีกนะจิบอกให้… 

…อิ อิ อิ…

Back to top button