
KTB แนะจับตาบาทเสี่ยง “อ่อนค่า” ทะลุ 33 บ. หากเงินเฟ้อสหรัฐสูงกว่าคาด
KTB เตือนเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่าทะลุ 33 บาท หากเงินเฟ้อสหรัฐฯ สูงกว่าคาด ชี้ตัวเลข CPI สหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยชี้นำตลาดการเงินระยะสั้น หาก Core CPI เร่งตัว อาจหนุนดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ปรับขึ้น กดดันเงินบาทอ่อนค่าแตะกรอบ 33.15-33.25 บาทต่อดอลลาร์
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB เปิดเผยว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี (Bond Yield) ปรับตัวลดลงสู่ระดับ 4.53% ในลักษณะ Sideways Down แม้สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงตึงเครียด หลังเกิดเหตุปะทะระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม นักลงทุนได้ทยอยลดคาดการณ์โอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (FED) ประกอบกับบรรยากาศการลงทุนที่อยู่ในโหมดปิดรับความเสี่ยง (Risk-Off) ส่งผลให้แรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์ชะลอลง ขณะที่ตลาดยังชะลอการปรับพอร์ตการลงทุนเพื่อรอติดตามการประกาศดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางดอกเบี้ยในระยะถัดไป
ทั้งนี้ มองว่าบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ยังมีโอกาสเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ย FED โดยระดับบอนด์ยีลด์ที่สูงกว่า 4.50% ถือเป็นจังหวะที่น่าสนใจสำหรับการทยอยสะสมพันธบัตรระยะยาวทั้งของสหรัฐฯ และไทย
นายพูน กล่าวว่า หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายลง และอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ ไม่เร่งตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีโอกาสที่ FED จะคงอัตราดอกเบี้ยตลอดปี 2569 ก่อนเริ่มทยอยปรับลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2570 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อเนื่องตลอดปีนี้และปีหน้า ด้านราคาทองคำยังเผชิญแรงกดดันจากการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาทองคำ COMEX ส่งมอบเดือนสิงหาคม 2569 ปรับตัวลดลงสู่บริเวณ 4,240 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับค่าเงินบาท ยังคงมีความเสี่ยงเคลื่อนไหวผันผวนได้ทั้งสองทิศทางในระยะสั้น โดยปัจจัยสำคัญยังอยู่ที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางและตัวเลขเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ ซึ่งอาจสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินทั่วโลกมากกว่าปกติ ในกรณีที่อัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ โดยเฉพาะ Core CPI ออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาด อาจทำให้นักลงทุนเพิ่มน้ำหนักต่อโอกาสที่ FED จะใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น ส่งผลให้เงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นต่อ พร้อมกดดันราคาทองคำและค่าเงินบาท โดยเงินบาทมีความเสี่ยงอ่อนค่าทะลุระดับ 33.00 บาทต่อดอลลาร์ และอาจขยับไปทดสอบกรอบ 33.15-33.25 บาทต่อดอลลาร์
ในทางกลับกัน หากตัวเลขเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าคาด อาจช่วยลดแรงกดดันต่อการดำเนินนโยบายของ FED และหนุนให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าทดสอบระดับ 32.75 บาทต่อดอลลาร์ หรืออาจแข็งค่าต่อเนื่องสู่บริเวณ 32.50 บาทต่อดอลลาร์ โดยเฉพาะหากทางการญี่ปุ่นส่งสัญญาณหรือดำเนินมาตรการดูแลค่าเงินเยนอย่างจริงจัง อย่างไรก็ดี แม้ราคาทองคำจะมีจังหวะฟื้นตัวในบางช่วง แต่ยังไม่สามารถหนุนให้เงินบาทแข็งค่าได้มากนัก เนื่องจากยังมีแรงซื้อทองคำจากนักลงทุนในประเทศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยชะลอการแข็งค่าของเงินบาท
นายพูน กล่าวว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยสำคัญที่พร้อมสร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินทั่วโลก ทำให้เงินบาทและสินทรัพย์การเงินอื่นยังเผชิญความเสี่ยงแบบ Two-Way Risk นักลงทุนจึงควรใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่หลากหลาย โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options เพื่อรับมือกับความผันผวนที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ทั้งนี้ แม้เงินบาทจะกลับมาแข็งค่าบางส่วนในช่วงที่ผ่านมา แต่ภาพรวมยังอยู่ในแนวโน้มอ่อนค่าหรือแกว่งตัวในกรอบกว้าง จนกว่าจะสามารถแข็งค่าผ่านระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ได้อย่างชัดเจนในกรอบรายสัปดาห์ ซึ่งจะเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเงินบาทมีโอกาสกลับเข้าสู่แนวโน้มแข็งค่าอีกครั้ง

