HSBC มองเอเชียรับอานิสงส์ AI ชี้หุ้นไทยอัพไซด์จำกัด แม้เศรษฐกิจเริ่มฟื้น

HSBC มองเอเชียเป็นศูนย์กลางการเติบโตของ AI จากความแข็งแกร่งด้านเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยี LLM ขณะที่ไทยยังเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานและการแข่งขันสูง คาดเศรษฐกิจปี 2569 โต 1.6% และหุ้นไทยมีโอกาสสร้างผลตอบแทนเหนือภูมิภาคได้จำกัด


นายแพทริค โฮ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการลงทุน ประจำภูมิภาคเอเชียเหนือ (Chief Investment Officer, North Asia) เอชเอสบีซี ไพรเวท แบงก์ ธนาคารเอชเอสบีซี (HSBC) เปิเผยว่า การลงทุนด้าน AI กำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก เอเชียอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบจากความเป็นผู้นำด้านเซมิคอนดักเตอร์และความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของโมเดลภาษาขนาดใหญ่อันเป็นระบบ AI ที่ได้รับการฝึกฝนด้วยข้อมูลข้อความมหาศาลจากทั่วโลกเพื่อให้สามารถเข้าใจ ประมวลผล และสร้างภาษามนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ (Large Language Models) นอกเหนือจาก AI นักลงทุนยังสามารถเข้าถึงโอกาสการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้นผ่านศักยภาพในการสร้างรายได้จากตราสารหนี้ ควบคู่กับพัฒนาการเชิงบวกของการปฏิรูปการดูแลกิจการภาคธุรกิจในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีนแผ่นดินใหญ่ และสิงคโปร์

ทั้งนี้ ธนาคารฯยังมองว่าพัฒนาการด้านภูมิรัฐศาสตร์กำลังส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกมีความแตกต่างกันมากขึ้นในแต่ละภูมิภาค ยิ่งตอกย้ำความสำคัญของการคัดเลือกโอกาสการลงทุนที่สามารถแยกแยะผู้ได้รับประโยชน์และผู้ที่อาจได้รับผลกระทบในแต่ละผู้ออกหลักทรัพย์ ภาคธุรกิจ และภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศไทย ไตรมาส 3 ปี 2569 แม้ว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยจะเริ่มปรับตัวดีขึ้นในช่วงต้นปี 2569 แต่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นทางธุรกิจและแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนที่สูง ส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นกลายเป็นแรงกดดันต่อภาคธุรกิจและภาคการผลิต ในภาคการผลิต

ผู้ประกอบการ SMEs ยังคงเผชิญความท้าทายจากภาวะการเงินที่ตึงตัว ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขันที่รุนแรงจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ขณะที่การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวยังคงดำเนินไปในอัตราที่ช้ากว่าหลายประเทศในภูมิภาค อาทิ มาเลเซียและเวียดนาม ส่งผลให้ธนาคารฯ คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตประมาณ 1.6% ในปี 2569

ด้านการลงทุนตลาดหุ้นไทยนับเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคในช่วงที่ผ่านมา โดยได้รับแรงสนับสนุนจากหลังการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนที่แข็งแกร่งดังกล่าวส่งผลให้ระดับมูลค่าหุ้นปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน แม้ว่าอัตราการเติบโตของกำไรจะยังมีแนวโน้มเติบโตในเลขหลักเดียวฐานสูง (High-Single Digit) แต่ธนาคารฯ มองว่ายังมีความเสี่ยงด้านลบต่อประมาณการกำไรจากผลกระทบของราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง

ด้วยเหตุนี้ ธนาคารฯ จึงมองว่าตลาดหุ้นไทยอาจมีโอกาสที่จำกัดในการสร้างผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดหุ้นโลกและตลาดหุ้นในภูมิภาคในระยะข้างหน้า ขณะที่ในด้านอัตราแลกเปลี่ยน ธนาคารฯ มีมุมมองเป็นกลางต่อค่าเงินบาท และคาดว่าค่าเงินบาทจะทยอยแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐภายในสิ้นปี 2569

Back to top button