GULF เด้ง 3% รับข่าวปิดดีลดาต้าเซ็นเตอร์ 100 MW โบรกเคาะเป้า 67 บาท

GULF บวกคึก รับข่าวปิดดีลลูกค้ารายใหญ่ Data Center ขนาด 100 MW ในพื้นที่ EEC ต่อยอดธุรกิจ Digital Infrastructure คาดเปิดบริการปลายปี 2570 ด้าน KS ชี้ลดความเสี่ยงดีมานด์ คงคำแนะนำ “ซื้อ” เป้า 67 บาท พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีนี้โต 10-15%


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (11 มิ.ย.69) ราคาหุ้นหุ้น บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ณ เวลา 10:26 น. อยู่ที่ระดับ 64.7 บาท บวก 1.75 บาท หรือ 2.78% ราคาสูงสุด 64.75 บาท ราคาต่ำสุด 63.00 บาท ด้วยมูลค่าซื้อขาย 1,295.95 ล้านบาท

GULF เดินหน้าขยายธุรกิจ Data Center อย่างต่อเนื่อง หลังโครงการกัลฟ์ เอดจ์ ดาต้า เซนเตอร์ 01 หรือ GEDC01 ขนาด 100 เมกะวัตต์ ซึ่งเดิมคือ GSA03 สามารถลงนามสัญญากับลูกค้ารายใหญ่ได้แล้ว และอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการ โดยคาดว่าจะเปิดดำเนินการได้ภายในไตรมาส 4/2570 ขณะที่บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาการลงทุนเพิ่มเติมอีก 1-2 โครงการ ขนาดรวมประมาณ 100 เมกะวัตต์ คาดได้ข้อสรุปภายในปีนี้

นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ GULF เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนขยายการลงทุนในธุรกิจ Data Center ต่อเนื่อง จากปัจจุบันมีโครงการที่ดำเนินการอยู่ 3 โครงการ ได้แก่ โครงการ GSA01 ขนาด 25 เมกะวัตต์ ซึ่งเปิดดำเนินการแล้ว โครงการ GSA02 ขนาด 38 เมกะวัตต์ คาดเปิดให้บริการภายในกลางปี 2570 และโครงการ GEDC01 ขนาด 100 เมกะวัตต์ ซึ่งลงนามสัญญากับลูกค้าเรียบร้อยแล้ว และคาดเปิดดำเนินการภายในไตรมาส 4/2570

ทั้งนี้ GULF ได้จัดตั้งบริษัท กัลฟ์ เอดจ์ ดาต้า เซนเตอร์ 02 จำกัด หรือ GEDC02 เพื่อเตรียมความพร้อมในการพัฒนาและดำเนินธุรกิจ Data Center รวมถึงธุรกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยบริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาการเข้าลงทุนในธุรกิจ Data Center เพิ่มเติมอีก 1-2 โครงการ ขนาดรวมประมาณ 100 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในปีนี้

ขณะเดียวกัน บริษัทตั้งเป้าขยายกำลังให้บริการ Data Center เพิ่มขึ้นเป็น 1,000-2,000 เมกะวัตต์ ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้ากลุ่ม AI, Cloud และ Hyperscale โดยจะศึกษาทั้งการลงทุนด้านการผลิตไฟฟ้าเพื่อรองรับโครงการ Data Center ของบริษัทเอง และการผลิตไฟฟ้าผ่านโครงการ Direct PPA หรือการซื้อขายไฟฟ้าทางตรงให้กับลูกค้ากลุ่ม Data Center รายอื่น

สำหรับเงินลงทุนในธุรกิจ Data Center ช่วงปี 2569-2573 คาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 6-7 ล้านเหรียญสหรัฐต่อเมกะวัตต์ โดยจากแผนเงินลงทุนรวมระยะ 5 ปีของบริษัทในช่วงปี 2569-2573 ที่ระดับ 1.3-1.4 แสนล้านบาท จะจัดสรรให้กับธุรกิจ Gulf Edge ประมาณ 10% ของเงินลงทุนทั้งหมด ขณะที่การขยายการลงทุนด้าน AI และ Cloud บริษัทอยู่ระหว่างเดินสายหารือกับนักลงทุน เพื่อยกระดับการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด หรือ KS ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ความคืบหน้าโครงการ GEDC01 ขนาด 100 เมกะวัตต์ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC และมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นประกอบด้วย GULF ถือหุ้น 70% และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ถือหุ้น 30% สะท้อนการต่อยอดความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หรือ Digital Infrastructure ระหว่างทั้งสองบริษัท

บล.กสิกรไทย มองว่า การที่โครงการ GEDC01 สามารถปิดดีลลูกค้ารายใหญ่ได้แล้ว ช่วยลดความเสี่ยงด้านความต้องการใช้บริการ หรือ Demand Risk ได้อย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งโครงการดังกล่าวมีขนาดใหญ่กว่าโครงการ GSA01 ขนาด 25 เมกะวัตต์ และ GSA02 ขนาด 38 เมกะวัตต์รวมกัน จึงถือเป็นก้าวสำคัญของ GULF ในการขยายธุรกิจ Digital Infrastructure โดย บล.กสิกรไทย ได้รวมทั้ง 3 โครงการไว้ในประมาณการแล้ว

นอกจากนี้ เป้าหมายการขยายกำลังให้บริการ Data Center เป็น 1,000-2,000 เมกะวัตต์ ภายใน 3-5 ปีข้างหน้า ยังถือเป็นปัจจัยบวกเพิ่มเติม หรือ Potential Upside ที่มีนัยสำคัญต่อ GULF และอาจเป็นตัวเร่งให้เกิดการปรับมูลค่า หรือ Re-rating ของธุรกิจใหม่ที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่าธุรกิจโรงไฟฟ้า โดย บล.กสิกรไทย ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้น GULF พร้อมให้ราคาเป้าหมายที่ 67 บาท

ด้านนางสาวยุพาพิน วังวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน GULF ระบุว่า ในปี 2569 บริษัทยังคงประมาณการรายได้เติบโต 10-15% จากปีก่อนที่มีรายได้รวม 103,251 ล้านบาท โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการทยอยรับรู้รายได้จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น หลังโครงการใหม่ทยอยเปิดดำเนินการ โดยปีนี้บริษัทมีโครงการโรงไฟฟ้าที่จะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เพิ่มเติมรวมประมาณ 700 เมกะวัตต์

โครงการดังกล่าวประกอบด้วยโครงการ Solar Farms จำนวน 4 โครงการ และ Solar BESS จำนวน 2 โครงการ รวม 6 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 623 เมกะวัตต์ คาดว่าจะ COD ภายในไตรมาส 3-4 ของปีนี้ ซึ่งจะช่วยให้บริษัทรับรู้กำไรเพิ่มขึ้นเกือบ 600 ล้านบาทต่อปี รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเชียงใหม่ เวสท์ ทู เอ็นเนอร์จี หรือ CM WTE กำลังการผลิตติดตั้ง 10 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะรับรู้กำไร 120 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ โครงการ Solar Rooftop ภายใต้ GULF1 คาดว่าจะทยอยจ่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าเพิ่มอีกกว่า 60 เมกะวัตต์ ขณะที่โครงการมอเตอร์เวย์บางใหญ่-กาญจนบุรี หรือ M81 เปิดดำเนินการแล้วตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ส่วนโครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางปะอิน-นครราชสีมา หรือ M6 เลื่อนเปิดดำเนินการเป็นไตรมาส 1/2570 จากความล่าช้าในการส่งมอบพื้นที่ของกรมทางหลวง

ส่วนธุรกิจนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ในปีนี้ บริษัทคาดว่าจะนำเข้าอีก 70 ลำ หรือประมาณ 4-5 ล้านตัน หลังไตรมาส 1/2569 นำเข้าแล้ว 18 ลำ รวม 1.2 ล้านตัน และคาดว่าจะรับรู้กำไรจากธุรกิจดังกล่าวประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ผลประกอบการของ AIS คาดว่าจะปรับตัวดีขึ้น จากการขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น

สำหรับงบลงทุนรวม 5 ปี ช่วงปี 2569-2573 อยู่ที่ประมาณ 1.3-1.4 แสนล้านบาท โดยสัดส่วนหลักประมาณ 70% ใช้ลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียน ส่วนที่เหลือแบ่งเป็นธุรกิจ LNG ประมาณ 10% ธุรกิจ Gulf Edge ประมาณ 10% ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานประมาณ 5% และอื่นๆ อีกประมาณ 5% โดยแหล่งเงินทุนหลักจะมาจากกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน และเงินปันผลจากบริษัทในเครือ ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาทต่อปีตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป

Back to top button