
TLI ดีดบวก 2% โบรกชู “ท็อปพิก” รับกำไรโต-ปันผลสูง 5.3%
TLI เด้ง 2% เด่นสุดกลุ่มประกัน ทั้งความสามารถทำกำไร อัตราปันผล และโอกาสเติบโตจากผลิตภัณฑ์ใหม่ "LifeVerse" ที่อาจเป็นแรงส่งต่อเบี้ยประกันใหม่ตั้งแต่ไตรมาส 3/69 ขณะที่ภาพรวมธุรกิจประกัน มองแนวโน้มค่าสินไหมลดลงและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรขยับขึ้น ช่วยหนุนผลประกอบการระยะถัดไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (18 มิ.ย.69) ราคาหุ้น บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI ณ เวลา 16:05 น. อยู่ที่ระดับ 11.20 บาท บวก 0.20 บาท หรือ 1.82% สูงสุดที่ระดับ 11.30 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 11 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 190.25 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KS ระบุว่า ฝ่ายวิจัยยังคงมุมมอง “เป็นกลาง (Neutral)” ต่อกลุ่มประกันชีวิต มองว่าธุรกิจยังมีความแข็งแกร่งท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน จากแรงหนุนสำคัญของกำไรที่เพิ่มขึ้นตามค่าสินไหมที่ลดลง รวมถึงได้รับประโยชน์จากแนวโน้มอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งนี้ KS ยังคงเลือก TLI เป็นหุ้นเด่นของกลุ่ม มองว่ามีความน่าสนใจกว่า บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ BLA จากความสามารถในการทำกำไรที่สูงกว่าและอัตราผลตอบแทนเงินปันผลที่โดดเด่นกว่า ปัจจุบัน TLI ซื้อขายที่ระดับPrice to Embedded Value Ratio (P/EV) 0.64 เท่า เทียบกับ BLA ที่ 0.56 เท่า
ฝ่ายวิจัยฯมองว่าสะท้อนความแตกต่างด้านความสามารถทำกำไรได้อย่างเหมาะสม โดย TLI มีอัตรากำไรจากธุรกิจใหม่ (VONB Margin) สูงถึง 89% ในปี 2568 และ 102% ในไตรมาส 1/2569 ขณะที่ BLA อยู่ที่ 42% และ 52% ตามลำดับ นอกจากนี้ TLI ยังมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลปี 2569 คาดการณ์ที่ 5.3% สูงกว่า BLA ที่ 4.2%
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมประกันชีวิตในช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 เบี้ยประกันชีวิตรับรวมแบบ APE (Annualized Premium Equivalent) อยู่ที่ 47,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แม้เผชิญฐานเปรียบเทียบที่สูงจากการเร่งขายประกันสุขภาพแบบร่วมจ่าย (Co-payment) ในปี 2568 อย่างไรก็ตาม การเติบโตส่วนใหญ่มาจากผลิตภัณฑ์ประกันสะสมทรัพย์ที่มีอัตรากำไรค่อนข้างต่ำ ภายใต้ภาวะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับลดลงในช่วงไตรมาส 1/2569
BLA และบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน หรือ MTL เป็นบริษัทที่มีการเติบโตของ APE สูงสุดที่ 13% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่ บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ AZAY มี APE ลดลงมากที่สุด 33% และ TLI ลดลง 22%
ด้านเบี้ยประกันปีแรก (FYP) ของผลิตภัณฑ์ประกันโรคร้ายแรงและประกันสุขภาพในช่วง 4 เดือนแรกปี 2569 อยู่ที่ 7,900 ล้านบาท ลดลง 34% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากฐานที่สูงจากการเร่งซื้อก่อนมาตรการ Co-payment มีผลบังคับใช้ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2568 ในทางกลับกัน เบี้ยประกันต่ออายุ (RYP) เพิ่มขึ้น 19% สู่ระดับ 39,000 ล้านบาท สะท้อนการรักษากรมธรรม์เดิมของลูกค้าเพื่อคงสิทธิความคุ้มครองที่ไม่ได้อยู่ภายใต้เงื่อนไขร่วมจ่าย
บริษัท เอไอเอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ AIA มีการลดลงของ FYP น้อยที่สุดที่ 24% ตามด้วย MTL ที่ลดลง 29% ขณะที่บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ FWD และ BLA ลดลงมากที่สุดที่ 62% ส่วน TLI ลดลง 56%
ขณะเดียวกัน TLI ภายใต้ชื่อ “LifeVerse” ซึ่งเป็นประกันชีวิตแบบ Universal Life ที่ผสานความคุ้มครองตลอดชีพ การวางแผนการเงิน และการออมเพื่อวัยเกษียณเข้าด้วยกัน ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวกำหนดเบี้ยประกันขั้นต่ำ 36,000 บาทต่อปี และมีจุดเด่นที่แผน Top-Up ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ถือกรมธรรม์ออมเงินเพิ่มเติมได้สูงสุด 100% ของเบี้ยประกันหลัก โดยไม่มีค่าธรรมเนียมการทำรายการ ถอนเงิน หรือบริหารจัดการ
ฝ่ายวิจัยมองว่า LifeVerse มีศักยภาพที่จะช่วยผลักดันการเติบโตของ APE ของ TLI ตั้งแต่ไตรมาส 3/2569 เป็นต้นไป แม้ในปัจจุบันบริษัทยังไม่ได้เปิดเผยเป้าหมายยอดขาย ทำให้ยังประเมินผลกระทบเชิงตัวเลขได้ค่อนข้างจำกัด
ฝ่ายวิจัยฯ KS ระบุว่า ปัจจัยขับเคลื่อนกำไรของกลุ่มประกันชีวิตในระยะนี้จะมาจากการลดลงของค่าสินไหมมากกว่าการเติบโตของยอดขายกรมธรรม์ใหม่ หลังผู้ประกอบการส่วนใหญ่รายงานค่าสินไหมลดลงในไตรมาส 1/2569 ส่งผลให้อัตราสินไหม (Loss Ratio) ปรับตัวดีขึ้นและสนับสนุนผลประกอบการ
แนวโน้มดังกล่าวคาดว่าจะดำเนินต่อเนื่องจากผลของมาตรการ Co-payment รวมถึงความร่วมมือระหว่างบริษัทประกันและโรงพยาบาลในการควบคุมการเคลมที่ไม่จำเป็น
นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวสูงขึ้นยังเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการลงทุนในกลุ่มประกันชีวิต ผ่านผลตอบแทนการลงทุนซ้ำ (Reinvestment Yield) และรายได้จากการลงทุนที่มีแนวโน้มดีขึ้น แม้ผลเชิงบวกต่อกำไรในช่วง 1-2 ปีข้างหน้าจะยังจำกัด เนื่องจากต้องใช้เวลาในการปรับโครงสร้างพอร์ตการลงทุนระยะยาว ซึ่งโดยทั่วไปมีอายุเฉลี่ยราว 10 ปี


