
BAY ร่วง 8% หลังกำไร Q2 ทรงตัว 8.29 พันล้านบาท เหตุตั้งสำรอง-ค่าใช้จ่ายเพิ่ม
BAY ร่วง 8% หลังประกาศงบไตรมาส 2/69 ทรงตัว 8.29 พันล้านบาท จากการตั้งสำรอง ECL เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ขณะที่ครึ่งปีแรกกำไรยังขยายตัว 6.8% จากสินเชื่อธุรกิจและอาเซียนเติบโต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (21 ก.ค.69) ราคาหุ้น ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY ณ เวลา 10:16 น. อยู่ที่ระดับ 42.50 บาท ลบ 3.25 บาท หรือ 7.10% สูงสุดที่ระดับ 45.25 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 42.25 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 185.05 ล้านบาท
การปรับตัวลงของราคาหุ้นเกิดขึ้นหลังธนาคารรายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 โดยมีกำไรสุทธิ 8,293.94 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.02% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 8,295.37 ล้านบาท
แม้กำไรสุทธิจะทรงตัว แต่รายได้จากการดำเนินงานยังขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง โดยมีรายได้รวม 42,143 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.4% จาก 37,825 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2568 สะท้อนการเติบโตทั้งรายได้ดอกเบี้ยและรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย
รายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 28,756 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% จากปีก่อน ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอยู่ที่ 13,387 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.5% จากแรงหนุนของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ รวมถึงรายได้จากธุรกิจอื่น
ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 16.8% มาอยู่ที่ 19,341 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) และภาษี อยู่ที่ 22,802 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.2%
ทั้งนี้ ธนาคารได้ตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (ECL) จำนวน 11,360 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.4% จากปีก่อน เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจและความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์
สำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 2569 ธนาคารมีกำไรสุทธิ 16,911.57 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.84% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 15,828.85 ล้านบาท โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของสินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน รวมถึงการขยายตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ และการบริหารต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ
ในช่วงครึ่งแรกของปี สินเชื่อรวมของธนาคารเพิ่มขึ้น 0.4% จากสิ้นปี 2568 ขณะที่สินเชื่อกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่เติบโต 6.0% และสินเชื่อในภูมิภาคอาเซียนเติบโต 5.1% โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.60% จาก 4.14% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนสินเชื่อและการบริหารต้นทุนทางการเงิน ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 15.4% จากรายได้ค่าธรรมเนียม กำไรจากเครื่องมือทางการเงิน และกำไรจากเงินลงทุน
ด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง โดยอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) ปรับลดลงเหลือ 3.08% จาก 3.26% ณ สิ้นปี 2568 ขณะที่อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อยู่ที่ 137.9% และอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 20.20%
นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปีสะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจ แม้อยู่ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของสินเชื่อคุณภาพ การบริหารงบดุลอย่างมีประสิทธิภาพ การควบคุมค่าใช้จ่าย และการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ
อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังคงประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งความผันผวนของราคาพลังงาน ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ การชะลอตัวของการบริโภคภาคเอกชน ผลกระทบจากสภาวะเอลนีโญ และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย โดยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัว 1.9% ลดลงจาก 2.4% ในปี 2568

