TCAP พุ่งต่อ 7% รับแผน “ซื้อหุ้นคืน” โบรกเคาะเป้าใหม่ 85 บาท

TCAP วิ่งต่อเกือบ 7% หลังไฟเขียวทุ่ม 7,500 ล้านบาท ซื้อหุ้นคืนไม่เกิน 104.86 ล้านหุ้น ตั้งแต่ 17 ส.ค.69-16 ก.พ.70 หนุน ROE และ EPS พร้อมโชว์สภาพคล่องแกร่ง กำไรสะสมทะลุ 71,700 ล้านบาท ด้าน KSS และ DAOL มองบวกอัพกำไรและราคาเป้าหมายสูงสุด 85 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (3 ส.ค.69) ราคาหุ้น บริษัท ทุนธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TCAP ณ เวลา 10:35 น. อยู่ที่ระดับ 83.50 บาท บวก 5.25 บาท หรือ 6.71% สูงสุดที่ระดับ 83.75 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 78.50 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 620.43 ล้านบาท

ทั้งนี้ ราคาหุ้น TCAP ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากเมื่อวันศุกร์ หลังที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริหารทางการเงิน วงเงินไม่เกิน 7,500 ล้านบาท โดยมีจำนวนหุ้นที่จะซื้อคืนจำนวนไม่เกิน 104,861,673 หุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ซึ่งจะดำเนินการซื้อด้วยวิธีจับคู่อัตโนมัติผ่านระบบซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Automatic Order Matching หรือ AOM) โดยมีกำหนดระยะเวลาที่จะดำเนินการซื้อหุ้นคืนตั้งแต่วันที่ 17 สิงหาคม 2569 ไปจนถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2570

ทั้งนี้ ภายหลังจากการดำเนินการซื้อหุ้นคืนแล้วเสร็จ ผู้ถือหุ้นของ TCAP จะได้รับประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) และอัตรากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการลดลงของมูลค่าทางบัญชีในส่วนของผู้ถือหุ้นตามหลักการบริหารทางการเงิน

โดยโครงการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งในแผนงานด้านการบริหารส่วนทุนของบริษัทฯ ซึ่งมีจุดประสงค์หลักเพื่อเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้น

ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) หรือ KSS ระบุว่า ปรับคำแนะนำจาก “ถือ” เป็น “ซื้อ” และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 85 บาท (จากเดิม 60 บาท) เนื่องจากมองเห็นความน่าสนใจจากอัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ในระดับ 5% หรือคาดว่าจะจ่ายที่ 3.60 บาทต่อหุ้นในปี 2569 เพิ่มขึ้นจาก 3.50 บาทต่อหุ้นในปี 2568 รวมถึงได้รับปัจจัยหนุนจากโครงการซื้อหุ้นคืน

พร้อมกันนี้ KSS ได้ปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569-2571 ขึ้นปีละ 3-8% มาอยู่ที่ 8,286 ล้านบาท 8,734 ล้านบาท และ 9,311 ล้านบาท ตามลำดับ เพื่อสะท้อนรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายสำรองที่ดีกว่าคาดจากคุณภาพสินทรัพย์ที่แข็งแกร่ง

ขณะที่คาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 2/2569 ของ TCAP ที่ระดับ 2,140 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากรายได้ดอกเบี้ยที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 1.62% จาก 1.60% ในไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง ขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากผลประกอบการที่ดีขึ้นของ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB และรายได้จากธุรกิจประกันภัยสุทธิ

นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายสำรอง (ECL) ยังลดลงถึง 54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้สินเชื่อรวมจะลดลง 2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า หรือลดลง 3% นับตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นผลมาจากสินเชื่อของ บริษัท ราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ THANI ที่ชะลอตัวลง ด้านคุณภาพสินทรัพย์ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Gross NPL) ทรงตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ทำให้ NPL Ratio อยู่ที่ 6.60%

ด้านนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DAOL ระบุว่า ฝ่ายวิจัยมองบวกกรณีที่ TCAP เตรียมซื้อหุ้นคืน เนื่องจากจะช่วยหนุนราคาหุ้น จำกัดความเสี่ยงการปรับตัวลดลง และช่วยเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) รวมถึงกำไรต่อหุ้น (EPS) ในระยะยาว จึงได้ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 82.00 บาท จากเดิม 68.00 บาท สะท้อนการปรับประมาณการกำไรที่เพิ่มขึ้น การจ่ายเงินปันผลที่สม่ำเสมอ เงินกองทุนที่แข็งแกร่ง และนโยบายการตั้งสำรองที่เข้มงวด

ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิปี 2569-2570 ขึ้น 3-5% ส่งผลให้คาดการณ์กำไรปี 2569 อยู่ที่ 8.25 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรับแรงหนุนจากการตั้งสำรองที่ลดลง การฟื้นตัวของ THANI และรายได้เงินปันผลจากการเข้าลงทุนใน บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เพิ่มเติม

ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 2/2569 คาดการณ์มีกำไรสุทธิ 2.15 พันล้านบาท ซึ่งสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เบื้องต้นที่ราว 1.9-2.0 พันล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า จากการตั้งสำรองที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ 144 ล้านบาท หรือลดลง 45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

Back to top button