
TTB บวก 2% รับ KKP อัพเป้าใหม่ 3.40 บ. ชูจุดเด่นปันผลสูง-รุกหนักธุรกิจ Wealth
TTB วิ่ง 2% บล.เกียรตินาคินภัทรคงคำแนะนำ "ซื้อ" ปรับเป้าหมายเป็น 3.40 บาท สะท้อนเงินปันผลและกำไรสุทธิที่สูงขึ้น โดยมองการเติบโตยั่งยืนผ่านรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจ Wealth และการจ่ายปันผลระดับสูง และมีโอกาสจ่ายปันผลพิเศษในช่วงปี 2570-2571
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (18 ก.ย.69) ราคาหุ้น ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ณ เวลา 11.20 น. อยู่ที่ระดับ 3.14 บาท บวก 0.06 บาท หรือ 1.95% สูงสุดที่ระดับ 3.16 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 3.12 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.05 พันล้านบาท
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ KKP ระบุว่า แนะนำ “ซื้อ” หุ้น TTB ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 3.40 บาท จากเดิม 3.20 บาท จากการสะท้อนคาดการณ์การจ่ายเงินปันผลที่สูงขึ้น โดยปรับเพิ่มสมมติฐานอัตราการจ่ายเงินปันผล (Payout Ratio) งวดสุดท้ายของปี 2569 ขึ้นเป็น 65% จากเดิม 60% และปรับเพิ่มคาดการณ์ตั้งแต่ปี 2571 เป็นต้นไป ขึ้นเป็น 75% จากเดิม 70% ซึ่งส่งผลให้ประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ในปี 2569 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 0.25 บาท จากเดิม 0.24 บาท สอดคล้องกับกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้น
พร้อมมองว่า TTB อาจนำงบประมาณสำหรับการคืนทุนที่เหลืออีก 14,000 ล้านบาท มาจ่ายเป็นเงินปันผลพิเศษได้ประมาณ 7,000 ล้านบาทต่อปี ในช่วงปี 2570-2571 โดยที่ยังคงรักษาอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1) ไว้ได้สูงกว่า 16% นอกจากนี้ ธนาคารจะสามารถรองรับอัตราการจ่ายปันผลได้สูงสุดถึง 95% (แม้จะหักโครงการซื้อหุ้นคืน 20,000 ล้านบาท และงบจัดสรรที่เหลืออีก 14,000 ล้านบาทแล้ว) ซึ่งสูงกว่าสมมติฐานปกติที่ 75% อย่างมาก ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยยังไม่ได้รวมเงินปันผลพิเศษดังกล่าวไว้ในประมาณการ จึงถือเป็นอัพไซด์ที่เปิดกว้างสำหรับนักลงทุน
ด้านธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง (Wealth) กำลังก้าวขึ้นมาเป็นเครื่องยนต์ใหม่ในการสร้างรายได้ค่าธรรมเนียม โดย TTB ได้ขยายขีดความสามารถผ่าน 3 พันธมิตรหลัก อาทิ การร่วมมือกับ DBS Private Bank สำหรับบริการ Private Banking และ Webull ผ่านแอปพลิเคชัน TTB touch สำหรับการลงทุนต่างประเทศ โมเดลนี้ช่วยต่อยอดฐานลูกค้าและแพลตฟอร์มดิจิทัลของธนาคารโดยไม่ต้องลงทุนสร้างระบบเองทั้งหมด ช่วยสนับสนุนการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียม นอกจากนี้ ข้อมูลระดับกองทุนยังชี้ให้เห็นว่ามูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของ บลจ.อีสท์สปริง (Eastspring AM) เติบโตขึ้น 5% ในไตรมาสนี้ โดยได้แรงหนุนจากการเติบโตของหน่วยลงทุนที่ 7%
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ TTB จะหมดอายุลงในช่วงไตรมาส 2 ปี 2570 แต่คาดว่าการเปลี่ยนผ่านของกำไรต่อหุ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนจะเป็นไปอย่างราบรื่น รับแรงหนุนจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งเข้ามาทดแทน ได้แก่ จำนวนหุ้นที่ลดลง 10% การขยายตัวของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) รายได้ค่าธรรมเนียมที่ปรับตัวสูงขึ้น การตั้งสำรองที่ลดลง และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้น


