
“เดโมแครต” คุมคองเกรสเขย่าคลัง-หนุนบริโภค! MS ชี้เข้ม DataCenter เท็กซัสกระทบจำกัด
“เดโมแครต” คว้าชัยกลางเทอมครองสองสภา คุมคองเกรสชะลอตัดงบสวัสดิการ ช่วยหนุนการบริโภคปี 70 ขณะที่ MS ชี้มาตรการคุมเข้ม Data Center ในเท็กซัส-โอไฮโอกระทบจำกัด ไม่สะดุดวัฏจักรลงทุน AI แนะเพิ่มน้ำหนักหุ้นโลก ยันผันผวนช่วงท้ายปรับฐาน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (4 พ.ย. 2569) ภายหลังการนับคะแนนผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกาเสร็จสิ้น โดยพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้งและมีที่นั่งมากกว่าในทั้ง 2 สภาของคองเกรส นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ BLS รายงานสรุปบทวิเคราะห์ของมอร์แกน สแตนลีย์ (Morgan Stanley: MS) ระบุว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ส่งผลให้พรรคมีเสียงสนับสนุนเพียงพอที่จะรวมตัวกันผลักดันนโยบายบางประเด็นได้
ในด้านนโยบายการคลัง พรรคเดโมแครตมีโอกาสผลักดันให้รัฐบาลชะลอ ยกเลิก หรือผ่อนปรนการปรับลดงบประมาณสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยในการซื้ออาหาร หรือ SNAP รวมถึงโครงการประกันสุขภาพของรัฐสำหรับผู้มีรายได้น้อย หรือ Medicaid โดยการชะลอมาตรการดังกล่าวจะช่วยรักษารายได้ของภาคครัวเรือนและสนับสนุนการบริโภค ซึ่งมอร์แกน สแตนลีย์ประเมินว่าอาจเพิ่มอัพไซด์ให้กับการเติบโตของการบริโภคส่วนบุคคลในปี 2570 ได้สูงสุด 0.4 จุดเปอร์เซ็นต์ และช่วยให้การใช้จ่ายของผู้บริโภคขยายตัวไปยังกลุ่มต่าง ๆ ได้กว้างขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการชะลอการตัดลดสวัสดิการ แต่งบประมาณขาดดุลของสหรัฐฯ จะยังคงอยู่ที่ประมาณ 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
นอกจากนี้ การที่พรรคเดโมแครตครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา จะทำให้พรรครีพับลิกันไม่สามารถใช้กระบวนการผ่านกฎหมายงบประมาณพิเศษ หรือ Reconciliation โดยอาศัยเสียงสนับสนุนจากพรรคตัวเองได้อีก หลังจากสภาคองเกรสชุดใหม่เริ่มทำงานในเดือนมกราคม 2570 ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงที่รัฐบาลจะออกมาตรการใช้จ่ายเพิ่มเติมจนทำให้กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ต้องกู้เงินมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ดี นโยบายที่อยู่ภายใต้อำนาจของประธานาธิบดีโดยตรง เช่น การจัดเก็บภาษีนำเข้า (Tariffs) นโยบายการค้า (Trade Policy) มาตรการควบคุมการส่งออก (Export Controls) และประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ยังมีแนวโน้มดำเนินต่อไป ดังนั้น ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ได้หมายความว่าความไม่แน่นอนด้านนโยบายของสหรัฐฯ จะหมดไป
สำหรับอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ประเด็นสำคัญอยู่ที่ชัยชนะของจิน่า ฮิโนโฮซา ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นผลการเลือกตั้งที่มีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูล เนื่องจากฮิโนโฮซาเคยเสนอให้ระงับการอนุมัติโครงการศูนย์ข้อมูลใหม่ (Moratorium) จนกว่าจะมีการออกกฎหมายและหลักเกณฑ์ควบคุมที่ชัดเจน
ทั้งนี้ รัฐเท็กซัสเป็นหนึ่งในตลาดหลักของการลงทุนศูนย์ข้อมูลในสหรัฐฯ โดยก่อนหน้านี้มีคำขอเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Interconnection Requests) รวมสูงถึง 474 กิกะวัตต์ หรือมากกว่า 5 เท่าของความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของอีร์คอต (ERCOT) และประมาณ 90% ของคำขอใช้ไฟฟ้าใหม่มาจากศูนย์ข้อมูล โดยผู้ว่าการรัฐคนใหม่มีอำนาจออกคำสั่งชะลอโครงการใหม่ แต่งตั้งกรรมการของคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการพลังงานรัฐเท็กซัส (PUCT) และกำหนดทิศทางการอนุมัติใบอนุญาตได้ ขณะที่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เช่น การยกเลิกสิทธิประโยชน์ทางภาษี การให้อำนาจท้องถิ่นปฏิเสธโครงการ และการกำหนดให้ศูนย์ข้อมูลรับผิดชอบต้นทุนระบบส่งไฟฟ้า จะต้องผ่านความเห็นชอบจากสภารัฐเพิ่มเติม
นอกจากเท็กซัสแล้ว รัฐโอไฮโอเป็นอีกพื้นที่ที่มีความเสี่ยง หลังดร.เอมี แอคตัน ผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตชนะการเลือกตั้ง โดยโครงการที่ต้องจับตา ได้แก่ ศูนย์ข้อมูลขนาด 10 กิกะวัตต์ที่เกี่ยวข้องกับเอ็นวิเดียและห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์รายใหญ่ รวมถึงโครงการของอะเมซอนขนาด 1.5 กิกะวัตต์ในเทศมณฑลฟาเยตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง
สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ตลาดศูนย์ข้อมูลของสหรัฐฯ เริ่มแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ รัฐที่ยังสนับสนุนการลงทุน และรัฐที่เริ่มมีข้อจำกัดด้านการอนุมัติโครงการและการใช้ไฟฟ้า อย่างไรก็ตาม มอร์แกน สแตนลีย์ยังไม่คาดว่าวัฏจักรการลงทุนสินทรัพย์ถาวรด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Capex Cycle) จะหยุดลง แต่ความเสี่ยงมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในบางพื้นที่และบางโครงการมากกว่า โดยผลกระทบต่อราคาหุ้นจะแตกต่างกันตามสัดส่วนการลงทุนหรือ Exposure ของแต่ละบริษัท
สำหรับกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ บริษัททำเหมืองคริปโตเคอร์เรนซีที่ปรับธุรกิจไปสู่ปัญญาประดิษฐ์และคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูง (AI/HPC) เช่น CIFR, MARA และ GLXY เนื่องจากมีโครงการที่ยังอยู่ระหว่างรออนุมัติ ขณะที่กลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ (IPPs) เช่น VST, NRG และ CEG อาจเผชิญแรงกดดันในระยะสั้น ส่วน TLN และ PEG มีโอกาสทำผลงานได้ดีกว่าตลาด (Outperform) เนื่องจากไม่มีการลงทุนในรัฐเท็กซัส
ด้านกลุ่มอุปกรณ์พลังงาน เช่น GEV และ INIO อาจได้รับแรงกดดันจากการลงทุนศูนย์ข้อมูลที่ชะลอตัว โดย INIO มีความเสี่ยงมากกว่า ขณะที่ BE อาจได้รับประโยชน์จากความต้องการพลังงานทางเลือกเพื่อทดแทนกังหันก๊าซ ส่วนกลุ่มกิจการสาธารณูปโภค (Utilities) นั้น CNP มีความเสี่ยงสูงสุดจากสัดส่วนการลงทุนในรัฐเท็กซัส ขณะที่ EQIX และ DLR อาจได้รับประโยชน์ในระยะยาวจากภาวะขาดแคลนศูนย์ข้อมูลที่มีไฟฟ้าพร้อมใช้งาน ซึ่งจะช่วยเพิ่มอำนาจในการกำหนดราคา (Pricing Power) ให้แก่ผู้ประกอบการที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมอยู่แล้ว
สำหรับผลกระทบต่อตลาดหุ้น ตลาดพันธบัตร และอัตราแลกเปลี่ยน มอร์แกน สแตนลีย์มองว่า ความผันผวนในตลาดครั้งนี้อาจเป็นช่วงท้ายของการปรับฐาน (Rolling Correction) ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่ช่วงฤดูร้อน โดยยังคงคำแนะนำเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นทั่วโลก (OW Global Equities) และลดน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้หลัก (UW Core Fixed Income)
ส่วนตลาดพันธบัตร การที่พรรครีพับลิกันไม่สามารถผ่านกฎหมายงบประมาณพิเศษได้ ช่วยลดความเสี่ยงจากการออกพันธบัตรเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม การชะลอการตัดลดสวัสดิการ SNAP และ Medicaid อาจทำให้รัฐบาลต้องออกพันธบัตรเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะพันธบัตรที่มีอายุ 2-7 ปี ส่งผลให้พันธบัตรช่วงกลางของเส้นอัตราผลตอบแทนมีโอกาสให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดเล็กน้อย (Underperform)
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือเพดานหนี้ (Debt Ceiling) โดยมอร์แกน สแตนลีย์คาดว่าหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ จะชนเพดานในช่วงเดือนมีนาคม 2570 และคาดว่าวันที่รัฐบาลอาจเผชิญภาวะขาดสภาพคล่อง (X-date) จะอยู่ในช่วงไตรมาส 3 ของปี 2570
ขณะที่ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (FX) มีแนวโน้มเข้าสู่ภาวะที่นักลงทุนระมัดระวังความเสี่ยงมากขึ้น โดยคาดว่าเงินเยนญี่ปุ่น ฟรังก์สวิส และยูโร จะทำผลงานได้ดีกว่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ (Outperform USD) ส่วนเงินดอลลาร์ออสเตรเลียอาจอ่อนค่าลง เนื่องจากมีความอ่อนไหวต่อทิศทางความเชื่อมั่นของตลาดหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ ขณะที่เงินดอลลาร์แคนาดาอาจทำผลงานได้ต่ำกว่าสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่า จากความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะใช้มาตรการภาษีนำเข้าแบบเจาะจงมากขึ้น
นอกจากนี้ มอร์แกน สแตนลีย์ระบุว่า ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามต่อเนื่อง โดยประเด็นแรกคือกำหนดเส้นตายการจัดสรรงบประมาณรัฐบาล (Government Funding Deadline) ในวันที่ 11 ธันวาคม 2569 ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องผ่านร่างกฎหมายงบประมาณชั่วคราวฉบับใหม่ (Continuing Resolution: CR) หรือกฎหมายงบประมาณเต็มปี เพื่อหลีกเลี่ยงการปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาล (Government Shutdown)
ประเด็นที่สองคืองบประมาณด้านการป้องกันประเทศ (Defense Spending) โดยทำเนียบขาวต้องการงบประมาณเพิ่มเติมประมาณ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นวงเงินที่อยู่ในระดับสูงและมีโอกาสผ่านความเห็นชอบได้ยาก
ประเด็นที่สามคือความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน โดยโดนัลด์ ทรัมป์ และสี จิ้นผิง มีโอกาสพบกันอีกในการประชุมเอเปคที่เมืองเซินเจิ้น ระหว่างวันที่ 18-19 พฤศจิกายน และการประชุม G20 ที่เมืองไมอามี ระหว่างวันที่ 14-15 ธันวาคม ซึ่งคาดว่าจะเป็นการเจรจาภายใต้แนวทางการแข่งขันที่มีการบริหารจัดการ (Managed Competition) โดยอาจมีการผ่อนปรนภาษีนำเข้าบางส่วน แต่ข้อจำกัดด้านปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีจะยังคงเป็นประเด็นแยกต่างหาก
ส่วนประเด็นสุดท้ายคือการปฏิรูปกระบวนการออกใบอนุญาต (Permitting Reform) ซึ่งอาจมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลในระยะยาว โดยข้อเสนอภายใต้กฎหมาย American Affordability and Jobs Act กำหนดให้ศูนย์ข้อมูลต้องรับผิดชอบต้นทุนระบบส่งไฟฟ้าที่เกิดจากโครงการของตนเอง อย่างไรก็ตาม โอกาสที่กฎหมายดังกล่าวจะผ่านความเห็นชอบยังมีความไม่แน่นอน

