“GULF–BGRIM” ชงสูตร Data Center ไทย คัดทุนจริง–เพิ่มมูลค่า–ลดภาระค่าไฟ

GULF–BGRIM เสนอแนวทางยกระดับอุตสาหกรรม Data Center ไทย หนุนรัฐคัดกรองผู้ลงทุนที่มีความพร้อมจริง ดัน Local Content สร้างงานและมูลค่าเพิ่มในประเทศ พร้อมทบทวนค่า Wheeling Charge ระดับ 1.40 บาทต่อหน่วย โดย BGRIM เสนออัตราไม่เกิน 1 บาท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 มีการเสวนาหัวข้อ “The Data Center Boom: What Does Thailand Gain?” โดยนายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM และ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมเสนอแนวทางพัฒนาอุตสาหกรรมศูนย์ข้อมูลให้สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย

GULF ชูโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รักษามูลค่าเศรษฐกิจในประเทศ

นายสมิทธ์ กล่าวว่า การลงทุน Data Center ไม่ควรพิจารณาเฉพาะต้นทุนและผลตอบแทนของโครงการ แต่ต้องเริ่มจากการกำหนดว่าประเทศไทยต้องการขีดความสามารถด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับใด เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและยกระดับบริการสาธารณะ

Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยรองรับบริการดิจิทัลและ AI โดยเฉพาะระบบที่ต้องประมวลผลรวดเร็ว เช่น การเชื่อมโยงข้อมูลสาธารณสุข การประสานงานหน่วยงานฉุกเฉิน และบริการที่ต้องการความหน่วงต่ำ (Low Latency)

ปัจจุบันไทยมีการชำระค่าบริการดิจิทัลไปต่างประเทศประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน หรือราว 33,000 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่า 400,000–500,000 ล้านบาทต่อปี ตามการประเมินที่นายสมิทธ์นำเสนอในเวที หากไทยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับกิจกรรมเหล่านี้ได้ ก็จะมีโอกาสรักษามูลค่าเพิ่มบางส่วนไว้ในประเทศ พร้อมสร้างธุรกิจต่อเนื่องในระบบเศรษฐกิจ

นายสมิทธ์ยังสนับสนุนให้รัฐคัดกรองผู้ลงทุนอย่างจริงจัง หลังพบผู้ประกอบการบางส่วนจองกำลังไฟฟ้าล่วงหน้า ทั้งที่ยังไม่มีความพร้อมดำเนินโครงการ โดยควรพิจารณาทั้งความพร้อมลงทุน การใช้สินค้าและบริการไทย การจ้างงาน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี

สำหรับข้อกังวลเรื่องน้ำและสิ่งแวดล้อม เห็นว่าต้องประเมินตามสภาพพื้นที่และเทคโนโลยีของแต่ละโครงการ พร้อมพัฒนาระบบกักเก็บน้ำ การใช้น้ำหมุนเวียน และมาตรการลดผลกระทบต่อชุมชน ไม่ควรเหมารวมว่า Data Center ทุกแห่งมีผลกระทบเท่ากัน

BGRIM หนุนคัดทุนจริง ดัน Local Content สร้างมูลค่า 9.4 หมื่นล้าน

นายนพเดช กล่าวว่า ปัจจุบันมีโครงการ Data Center เสนอเข้ามาจำนวนมาก โดยมีการกล่าวถึงมูลค่าการลงทุนที่เกี่ยวข้องประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท และโครงการในกระบวนการส่งเสริมการลงทุนมากกว่า 100 โครงการ ตามข้อมูลที่นำเสนอในเวที แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกโครงการจะเกิดขึ้นจริง

รัฐจึงควรคัดกรองผู้ลงทุนจากความพร้อมด้านลูกค้า เงินทุน ที่ดิน ประสบการณ์ และความสามารถดำเนินโครงการ เพื่อป้องกันการจองกำลังไฟฟ้าเกินความต้องการจริง โดยในการเสวนายังมีการกล่าวถึงความต้องการไฟฟ้าจาก Data Center ระยะยาวราว 8,800 เมกะวัตต์ ในกรอบประมาณ 25 ปี ซึ่งเป็นตัวเลขประมาณการที่ยังต้องตรวจสอบกับเอกสารแผนพลังงาน

นอกจากนี้ BGRIM เสนอให้การลงทุน Data Center สร้างประโยชน์แก่ผู้ประกอบการไทยผ่านการใช้สินค้าและบริการภายในประเทศ (Local Content) และการพัฒนาบุคลากร

จากการประเมินที่นำเสนอ โครงการ Data Center ขนาด 1,000 เมกะวัตต์ มีโอกาสใช้ Local Content ประมาณ 23–31% คิดเป็นมูลค่ากว่า 60,000 ล้านบาท เมื่อรวมกิจกรรมด้านแรงงานและบริการสนับสนุน อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 94,000 ล้านบาท พร้อมโอกาสพัฒนาบุคลากรราว 6,400 คน

ทั้งนี้ เป็นการประเมินศักยภาพ ไม่ใช่มูลค่าที่เกิดขึ้นแล้ว โดยควรต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ แผงวงจรพิมพ์ (PCB) และ AI เพื่อสร้างงานทักษะสูงและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

BGRIM เสนอผู้ลงทุนจัดหาพลังงานเอง ไม่ผลักภาระประชาชน

นายนพเดช เสนอแนวคิด Build Your Own Power ให้ผู้ลงทุน Data Center มีส่วนรับผิดชอบการจัดหาพลังงานและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับความต้องการของตนเอง ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ พลังงานหมุนเวียน ระบบส่งไฟฟ้า และระบบกักเก็บพลังงาน

แนวทางดังกล่าวมุ่งให้ต้นทุนที่เกิดจากการลงทุนใหม่อยู่กับผู้ได้รับประโยชน์โดยตรง ไม่ผลักภาระไปยังประชาชนและอุตสาหกรรมอื่น พร้อมเสนอให้พิจารณาโครงสร้างค่าไฟที่เหมาะสมกับ Data Center และสัญญาจัดหาพลังงานระยะยาว เพื่อสร้างความแน่นอนด้านต้นทุน

GULF–BGRIM เสนอทบทวน Wheeling Charge เพิ่มขีดแข่งขัน

สำหรับค่าบริการใช้ระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Wheeling Charge) เพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตและผู้ใช้ไฟฟ้า หรือ Direct PPA ซึ่งมีการกล่าวถึงระดับประมาณ 1.40 บาทต่อหน่วยในเวที ผู้บริหารทั้งสองบริษัทเห็นว่าควรทบทวนวิธีคำนวณให้สะท้อนต้นทุนจริงและแข่งขันกับต่างประเทศได้

นายสมิทธ์ กล่าวว่า การคำนวณควรคำนึงถึงลักษณะการใช้โครงข่ายและต้นทุนที่เหมาะสม ไม่ควรนำต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานในอดีตมาคิดซ้ำโดยไม่พิจารณาประสิทธิภาพ เช่น กรณีโรงไฟฟ้าและ Data Center ตั้งอยู่ใกล้กัน ก็ควรพิจารณาต้นทุนการใช้โครงข่ายตามความเหมาะสม

ด้านนายนพเดช เห็นว่า การกำหนดอัตราต้องครอบคลุมต้นทุนระบบไฟฟ้าทั้งหมด ทั้งระบบส่งและจำหน่ายไฟฟ้า บริการรักษาความมั่นคงระบบ (Ancillary Services) ค่าใช้จ่ายจากความไม่สมดุลของปริมาณไฟฟ้า (Imbalance Charge) และระบบกักเก็บพลังงาน

อย่างไรก็ตาม หากคำนวณต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพและไม่คิดต้นทุนซ้ำซ้อน นายนพเดชเสนอว่า Wheeling Charge ควรไม่เกิน 1 บาทต่อหน่วย เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงพลังงานสะอาดและเพิ่มความสามารถแข่งขันของไทย ทั้งนี้เป็นข้อเสนอของผู้บริหาร BGRIM ไม่ใช่อัตราที่ภาครัฐประกาศใช้แล้ว

TDRI ชี้คัดโครงการคุณภาพ สำคัญกว่าดึงลงทุนจำนวนมาก

ด้าน ดร.สมเกียรติ กล่าวว่า การมี Data Center จำนวนมากไม่ได้หมายความว่าไทยจะมีขีดความสามารถด้าน AI สูงขึ้นโดยอัตโนมัติ โดยรัฐควรให้ความสำคัญกับการนำ AI ไปเพิ่มผลิตภาพภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ รวมถึงสร้างงานในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยี

ขณะเดียวกัน การลงทุน Data Center ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านไฟฟ้า น้ำ และที่ดิน รวมถึงผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอื่น จึงเสนอให้รัฐเปิดรับและคัดเลือกโครงการเป็นรอบ โดยใช้เกณฑ์การจ้างงานคนไทย การใช้สินค้าในประเทศ ประสิทธิภาพพลังงาน การใช้น้ำหมุนเวียน และประโยชน์ต่อชุมชน

ดร.สมเกียรติยังตั้งข้อสังเกตว่า การตั้ง Data Center ในประเทศไม่ได้รับประกันอธิปไตยทางข้อมูลและ AI อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากยังเกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการ เทคโนโลยี และกฎหมายต่างประเทศ ส่วนค่า Wheeling Charge ควรคำนวณจากต้นทุนโครงข่ายที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับระบบพลังงานสะอาดและการซื้อขายไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์

ทั้งนี้ ผู้บริหาร GULF และ BGRIM เห็นตรงกันว่า การเติบโตของ Data Center ต้องสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยมากกว่าตัวเลขเงินลงทุน โดยเชื่อมโยงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกับต้นทุนพลังงานที่แข่งขันได้ การใช้สินค้าและบริการไทย และการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

Back to top button