KTB กับดัก NPLs


แฉทุกวันทันเกมหุ้น

 

ความพยายาม “ปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ” ของผู้บริหารธนาคารพาณิชย์ ด้วยการยกตัวเลขผลประกอบการที่สวยงามมาโปะไว้ข้างหน้ารายงานประกอบงบการเงิน เพื่อหลบซ่อนตัวเลขด้านลบ ทั้งที่รู้แล้วว่าไม่ได้ผล ก็ยังทำกันมาเรื่อยๆ ตามประสา ของมันเคย..ทั้งๆ ที่รู้ว่าได้ผลน้อย หรือไม่ได้เลย

ในเอกสาร “คำชี้แจงและการวิเคราะห์ของฝ่ายบริหารประจำไตรมาส 1 ปี 2560” โดยนายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ล่าสุดวานนี้ ก็เริ่มต้นด้วยการพูดถึงกำไรจากการดำเนินงานของ KTB และบริษัทย่อย ที่มีมากถึง 18,403 ล้านบาท ก่อนที่จะพูดถึงตัวเลขที่สวยงามที่อยากให้ใครต่อใครเห็นคือ กำไรสุทธิ 8,532 ล้านบาท เติบโตจากระยะเดียวกันปีก่อนที่ระดับ 13% และเติบโตจากไตรมาสก่อน 15%

ตัวเลขที่สวยงามดังกล่าว ไม่อาจจะอำพรางได้ยาวนาน เพราะในที่สุดตัวเลขที่ไม่อยากให้คนเห็น ก็ต้องมีคนเห็นจนได้ โดยเฉพาะตัวเลขว่าด้วย สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือด้อยคุณภาพ

สินเชื่อ (หลังหักรายได้รอตัดบัญชี) ที่เติบโตเพียงแค่ 0.48% ในขณะที่มีเงินรับฝากเพิ่มขึ้นมากกว่า ที่ระดับ 0.97% ทำให้สัดส่วนเงินให้สินเชื่อแห่งลูกหนี้ต่อเงินฝากรับ ลดลงจากระดับเดิมไตรมาสก่อน 96.54% เหลือแค่ 96.08%

ที่สำคัญ ตัวเลขที่ขี้เหร่มาก อย่างสินเชื่อด้วยคุณภาพ (NPLs) ที่เพิ่มขึ้นมากถึงระดับ 100,382 ล้านบาท เติบโตขึ้น 9,254 ล้านบาท หรือ 10.15% ที่มีคำอธิบายว่า เกิดจากลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ และลูกค้าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในบางอุตสาหกรรม ทำให้มีสัดส่วน NPL เบื้องต้น 4.36% และสัดส่วน NPL สุทธิ 1.94%

ลูกค้าขนาดใหญ่…..แม้จะไม่บอกโต้งๆ ว่า หมายถึงใคร ก็พอจะคาดเดาได้ว่า เป็นการถดถอยทางด้านคุณภาพสินเชื่อที่ชัดเจน เพราะโดยปกติแล้วธนาคารจะต้องช่วยเหลือให้ลูกค้ารายใหญ่ยืดหนี้ค้างชำระออกไปด้วยวิธีการทางเทคนิคสารพัดที่เป็นไปได้ เพื่อไม่ให้ตัวเลข NPLs โผล่มากขึ้น การที่ยอมให้โผล่มาอย่างนี้ เพราะปิดไม่มิดอีกต่อไป…บอกอะไรในทางลบได้มากทีเดียว …แม้จะบอกไม่หมด แต่ละไว้ในฐานที่เข้าใจ

สินเชื่อด้อยคุณภาพที่เพิ่มเกินคาด ทำให้สัดส่วนเงินสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ หรือ coverage ratio  ลดลงฮวบฮาบจาก 121.57% เมื่อสิ้นเดือนธันวาคม 2559 อยู่ที่ระดับแค่ 112.11% เมื่อสิ้นไตรมาสแรกปีนี้  ทำให้ยังคงต้องตั้งสำรอง…ที่ผู้บริหารอธิบายว่าลดลงถึง 13.49%…ต่อไปมากถึง 7,460 ล้านบาท

การตั้งสำรองแบบอนุรักษนิยม (เพราะตั้งต่ำกว่าตัวเลขเพิ่มขึ้นของ NPLs) นี้ แม้จะทำให้ตัวเลขกำไรสุทธิดูดี แต่กลับทำให้ coverage ratio  อยู่ในสภาพหมิ่นเหม่ เพราะยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มแบงก์ใหญ่ ณ ปลายปี 2559 ที่ระดับราว 130-140%

ไม่เพียงเท่านั้น มุมมองทางลบยังเพิ่มเติมเจาะลึกลงไปอีกว่า การตั้งสำรองของ KTB ที่สูงต่อเนื่อง และมากกว่าคาด สะท้อนถึงจุดอ่อน 4 ด้านพร้อมกันคือ  1) พอร์ตสินเชื่อมีผลตอบแทนกำไรโดยเฉลี่ยต่ำลง 2) ต้นทุนการเงินทรงตัวแม้ว่าน่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าจะลดลง 3) ทำให้ผลตอบแทนของรายได้จากดอกเบี้ยลดลง 4) การควบคุมค่าใช้จ่ายดำเนินงานอย่างเข้มข้นจะกระทบขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่

โจทย์ใหญ่ที่ยังค้างคาให้ตั้งคำถามต่อจากนี้ไปคือ ไตรมาสต่อไป จะมีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นที่จะฉุดกำไรสุทธิลงเพิ่มขึ้นอีกมากน้อยแค่ไหน…หากว่า NPLs ยังไม่ยอมลดลง

กับดัก NPLs  ที่เกิดขึ้นนี่แหละ ที่นักวิเคราะห์ และผู้จัดการกองทุนหุ้นในประเทศไม่ชอบเอาเสียเลย

แรงขายสุทธิเมื่อวานนี้ของกองทุนหุ้นในประเทศ มากถึง 34 พันล้านบาท ที่เน้นไปที่กลุ่มธนาคารโดยตรง เริ่มต้นที่ราคาหุ้น KTB ลามไปที่หุ้นใหญ่อื่นๆ อย่าง BBL, KBANK, SCB  จึงทำให้ราคาหุ้นกลุ่มธนาคารเกิดอาการเป๋ไปทั่ว ติดลบไป เกินกว่า 2.0% ชนิดยกแผง…ตกเป็นแพะรับบาปล่วงหน้าทั้งที่ยังไม่ได้ประกาศงบการเงินออกมาเลย

มุมมองของกองทุนที่เชื่อว่า NPLs แบงก์ที่เร่งตัวขึ้นจากธนาคารขนาดใหญ่ เป็นปัญหาเรื้อรัง ดังนั้น การขายก่อน…ในยามที่ฟันด์โฟลว์ยังท่วมตลาดจึงมีเหตุผลอันสมควร

เหตุผลที่ว่า..ก็ที่รู้กันอยู่คือ …กำไรไตรมาสสองของ KTB จะไม่เด่นแน่นอน

คำแนะนำแบบ “เกรงใจสุดๆ” ของนักวิเคราะห์บางสำนักที่เปลี่ยนจาก “ซื้อ” เป็น “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” โดยยกเอาปัจจัยบวกว่า KTB เป็นธนาคารรัฐที่ได้ประโยชน์จากการเร่งผลักดันโครงการลงทุนขนาดใหญ่ด้านคมนาคมเพื่อกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งปีหลัง แถมยังมีฐานะเงินกองทุนแข็งแกร่งที่ 16.64% และมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 13% ….จึงไม่มีใครฟังในยามที่แรงขายกำลังเร่งออกมา

การขายแบบตื่นตระหนกชนิดกระต่ายตื่นตูมเรียกพี่…บ่ายวานนี้…จึงไม่น่าแปลก

ขวัญมันอ่อนนี่นา…ทำไงได้

Back to top button