โบรกแนะสอย BBL-KTB-KBANK รับ กนง.คงดอกเบี้ย ดัน NIM ฟื้น พ่วงราคาแลกการ์ด

กนง. คงดอกเบี้ย หนุนส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิกลุ่มธนาคารฟื้นตัว โบรกเกอร์เชียร์สะสม 3 หุ้นแบงก์ใหญ่ BBL, KTB และ KBANK รับอานิสงส์กำไรโต-ปันผลเด่น พร้อมราคายัง Laggard น่าลงทุน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ 6 ต่อ 0 ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ต่อปี ซึ่งเป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยสะท้อนว่าระดับอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันยังคงสามารถรองรับการชะลอตัวของสภาวะเศรษฐกิจได้ ขณะที่ทางด้านธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.75% ซึ่งเครื่องมือ FedWatch Tool ประเมินว่าอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ มีแนวโน้มทรงตัวในระดับนี้ต่อเนื่องไปตลอดทั้งปี

ส่วนของตลาดการเงิน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปี ทรงตัวเมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า สอดคล้องกับมุมมองเชิงผ่อนคลายของนโยบายการเงินในประเทศ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.11% เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า บ่งชี้ว่าตลาดคาดการณ์โอกาสที่ดอกเบี้ยจะคงอยู่ในระดับสูงยาวนานขึ้น (Higher for longer) ปัจจัยดังกล่าวส่งผลเชิงบวกต่อดัชนีค่าเงินดอลลาร์ให้แข็งค่าขึ้น 0.3% เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า แม้จะกระทบต่อกระแสเงินทุนไหลออกในเชิงจิตวิทยา แต่ในเชิงพื้นฐานจะช่วยส่งผลให้ทิศทางส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ตามระดับดอกเบี้ยที่ทรงตัวและการปรับทิศทางดอกเบี้ยเงินฝากประจำ (Repricing)

บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด หรือ ASPS ระบุว่า NIM ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2569 หลังจากผ่านจุดต่ำสุดในงวดไตรมาส 2 ของปี 2569 ประกอบกับการเข้าสู่ช่วงประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยกระตุ้นราคาหุ้นในกลุ่มธนาคาร เมื่อพิจารณาดัชนีกลุ่มธนาคาร (SETBANK) พบว่านับตั้งแต่ต้นปีปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 4% เมื่อเทียบกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET Index) ที่ปรับเพิ่มขึ้นถึง 18% ส่งผลให้ระดับความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk to Reward) ของกลุ่มนี้มีความน่าสนใจ และเปิดโอกาสในการเข้าลงทุนแบบซื้อตาม (Catch-up Play) ในช่วงครึ่งปีหลัง

โดยจากการพิจารณาข้อมูลในอดีตพบว่า หลังจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลงจนถึงจุดที่เริ่มทรงตัว ดัชนีกลุ่มธนาคารมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวในระยะกลางถึงระยะยาว เนื่องจากวัฏจักรขาลงของ NIM ได้สิ้นสุดลง โดยธนาคารขนาดใหญ่ที่มีสัดส่วนสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) สูง จะได้รับแรงกดดันด้าน NIM น้อยกว่าและได้รับประโยชน์ในเชิงจิตวิทยาการลงทุน โดยเรียงลำดับดังนี้ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL มีสัดส่วน 90%, ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB 83%, ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK 80%, ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB 72%, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY 62% และ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB 58%

ด้านสถานการณ์เศรษฐกิจ บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) หรือ Pi ประเมินว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของไทยในปีนี้จะเติบโตที่ 1.5% และขยายตัว 2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในปีหน้า โดยเศรษฐกิจไทยยังคงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น กดดันทั้งภาคธุรกิจและประชาชน ขณะที่อัตราเงินเฟ้อ (CPI) อาจสูงขึ้นเฉลี่ยที่ระดับ 3% แต่เชื่อว่าในปี 2570 จะลดลงมาอยู่ที่ระดับ 1.5% โดยประเมินกรอบดัชนี SET วันนี้ที่ 1,480 – 1,500 จุด ซึ่งอาจได้รับแรงหนุนจากหุ้น บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA หลังกลุ่มเทคโนโลยีในสหรัฐฯ รายงานกำไรที่โดดเด่น

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสงคราม ประเมินว่าธนาคารที่มีอัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) สูง จะสามารถรองรับความเสี่ยงด้านต้นทุนเครดิต (Credit Cost) ได้ดีกว่า โดยธนาคารขนาดใหญ่ที่มี Coverage Ratio สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ BBL (318%), KTB (201%) และ KBANK (161%)

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำรูปแบบ Barbell Strategy โดยจัดให้กลุ่มธนาคารพาณิชย์อยู่ในฝั่งหุ้นปันผลสูง เพื่อสร้างกระแสเงินสดในยามเศรษฐกิจผันผวน เน้นธนาคารที่มีกันชนแข็งแกร่งและได้ประโยชน์จากเสถียรภาพของ NIM อย่าง KTB ขณะที่ KBANK และ BBL ซึ่งปัจจุบันมีค่า PBV ซื้อขายอยู่ที่ระดับ 0.8 เท่า และ 0.5 เท่า ตามลำดับ ถือว่ายังต่ำกว่าธนาคารอื่นที่ซื้อขายในระดับ 0.9 เท่าขึ้นไป จึงมองเป็นหุ้นกลุ่ม Laggard Play ที่น่าสนใจลงทุน

 

Back to top button