หุ้นพลาสติก แรงกระทบโลกร้อน


สำนักข่าวรัชดา

ตั้งแต่ปลายปีหมู…สู่ปีหนู มีกระแสงดใช้ถุงพลาสติกเข้มข้น ที่เห็นกระแสจริงจังก็ตามห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และร้านสะดวกซื้อ อย่างห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ ประกาศชัดตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.ที่ผ่านมา จะไม่แจกถุงพลาสติกให้กับลูกค้าอีกต่อไป

ส่วนร้านค้า ร้านเครื่องดื่ม ก็รณรงค์งดใช้แก้วพลาสติก หลอดพลาสติก เช่น ร้านสตาร์บัคส์ ประกาศเปลี่ยนมาใช้หลอดกระดาษแทนหลอดพลาสติก และทุกวันพุธให้ส่วนลด 20 บาท หากลูกค้านำแก้วมาเอง ขณะที่ร้านคาเฟ่ อเมซอน ก็หันมาใช้แก้วกระดาษ หลอดกระดาษเช่นกัน

ทำให้มีคำถามตามมาว่า หุ้นที่เกี่ยวข้องกับพลาสติกพวกนี้จะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน..? แม้จะไม่ได้เลิกใช้ถุงพลาสติกซะทีเดียว แต่ยอดขายก็คงลดลง

เริ่มกันที่บริษัท ทานตะวันอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ THIP ซึ่งเป็นผู้ผลิตถุงขยะ ถุงใส่อาหาร หลอดดูดเครื่องดื่ม อาจกระทบบ้าง แต่คงไม่มาก น่าจะเป็นในเชิงเซนติเมนต์ช่วงสั้น ๆ มากกว่า

ฟากบริษัท ไทยอุตสาหกรรมพลาสติก (1994) จำกัด (มหาชน) หรือ TPLAS ผู้ผลิตถุงบรรจุอาหาร ถุงหูหิ้วตราหมากรุก และฟิล์มห่ออาหาร อาจกระทบชัดสุดในเซกเมนต์ “ถุงหูหิ้ว”..!!!

ส่วนบริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG กระทบแค่ขาเดียว ที่เป็นบรรจุภัณฑ์ใส่อาหาร

แต่แว่ว ๆ มาว่า EPG เริ่มเปลี่ยนไปใช้วัตถุดิบที่เป็นไบโอพลาสติก และเตรียมจะลงทุนขยายไลน์การผลิตบรรจุภัณฑ์ประเภทกระดาษมากขึ้น ก็น่าจะลดผลกระทบได้บ้าง

ด้านบริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ TPBI ซึ่งผลิตถุงกระดาษ ถ้วยกระดาษ พลาสติกถุงหูหิ้ว ถุงขยะ ถุงใส่ผักผลไม้ ฯลฯ น่าจะกระทบช่วงสั้น ๆ ยอดขายอาจไม่ลดลงมากนัก เนื่องจากที่ผ่านมา ชูเรื่องนวัตกรรมใหม่ ทำบรรจุภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้

แต่เนื่องจากเทรนด์โลกหันมาใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะพลาสติกถูกตราหน้าเป็นวายร้ายที่ทำลายสิ่งแวดล้อม…ก็ยอมกระทบต่อรายได้และกำไรของหุ้นกลุ่มพลาสติกอย่างมีนัยสำคัญ

โจทย์สำคัญอยู่ที่ว่าบริษัทเหล่านี้จะปรับตัวรับมือได้หรือไม่..?

จึงน่าจับตาว่า ผลประกอบการของหุ้นกลุ่มพลาสติกในอนาคตจะเป็นอย่างไร..?

เบื้องต้นถ้าดูราคาหุ้นพลาสติกที่ซื้อขายกันปัจจุบัน มีหุ้น 2 ใน 4 ตัวที่ราคาต่ำกว่าไอพีโอ โดย TPLAS ซื้อขายกันที่ 1.15 บาท (ไอพีโอ 1.48 บาท) ส่วน TPBI ราคาอยู่ที่ 4.08 บาท (ไอพีโอ 10.80 บาท) ส่วน THIP ยืนเหนือจอง ราคาอยู่ที่ระดับ 18.70 บาท (ไอพีโอ 6.70 บาท จากพาร์ใหม่ 1 บาท) และ EPG ที่ยังยืนเหนือจอง แต่ก็ปริ่มน้ำราคาอยู่ที่ 5.85 บาท (ไอพีโอ 5.80 บาท)

โอเค…ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะภาวะตลาดที่ถูกกดดันจากเรื่องสงครามสหรัฐฯ และอิหร่าน

แต่อีกปัจจัยที่ปฏิเสธไม่ได้ เกิดจากนักลงทุนกังวลเกี่ยวกับทิศทางธุรกิจในอนาคต…

ดังนั้นใครที่คิดจะเล่นหุ้นกลุ่มนี้ ต้องชั่งใจดี ๆ เดี๋ยวจะได้ไม่คุ้มเสีย..

จะได้ไม่ต้องมานั่งน้ำตาตกภายหลัง..!!!

…อิ อิ อิ…

Back to top button