พาราสาวะถี


อรชุน

ปลายสัปดาห์นี้ศบค.ชุดใหญ่จะมีการประชุมโดยมีเรื่องสำคัญพิจารณาคือมาตรการผ่อนคลายช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่พิจารณาแนวโน้มประกอบกับสถานการณ์ที่พบตัวเลขผู้ป่วย 3 หลักกลับมาอีกรอบ คงต้องบอกไว้เลยว่า การจะผ่อนปรนเพื่อให้คนได้เล่นน้ำและหวังเม็ดเงินสะพัดนั้น น่าจะต้องรับประทานแห้วเหมือนเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ที่มีตลาดกลางกุ้งสมุทรสาครเป็นตัวฉุดความหวังในการสร้างเม็ดเงินให้สะพัดจากการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ

หนนี้ก็มีกรณีตลาดบางแคที่พบผู้ป่วยเริ่มต้น 80 ราย และน่าจะกระจายตัวอีกจำนวนมากเป็นตัวชี้วัด โอกาสที่จะปล่อยให้เกิดกิจกรรมใกล้เคียงกับภาวะปกติจึงเป็นไปได้ยาก บรรดาผู้ประกอบการทั้งหลายก็คงต้องทำใจยอมรับสภาพกันไปโดยปริยาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการย่านถนนข้าวสารที่วางแผนจะใช้ช่วงสงกรานต์พลิกฟื้นความมีชีวิตชีวาของถนนกลางกรุงแห่งนี้ แต่พอเจอเหตุการณ์แบบนี้ก็ทำเอาจุกกันเป็นแถว

บอกไว้แล้วว่า หลายสถานการณ์ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและลิ่วล้อเหมือนตกอยู่ในภาวะบุญมีแต่กรรมบัง คิดจะทำอะไรเพื่อหวังเรียกเรตติ้งให้กระฉูด สุดท้ายก็ต้องมีอันสะดุดด้วยเรื่องที่ไม่คาดคิดอยู่ร่ำไป คงไม่ต้องบอกว่าไปล้างซวยแก้เคล็ดกันแบบไหน เพราะมีหมอดูหมอเดามาเป็นบริวารแวดล้อม คอยชี้แนะให้ท่านผู้นำปรับเปลี่ยนโน่นนี่นั่นอยู่ตลอดเวลา แต่นั่นเป็นหนทางของความเชื่อทางไสยศาสตร์ สิ่งที่เป็นวิทยาศาสตร์คือ ทำอย่างไรย่อมมีผลเช่นนั้น

กรณีการระบาดรอบสองก็ชัดเจนว่าเป็นฝีมือของพวกเห็นแก่ได้ทั้งกรณีแรงงานเถื่อนลักลอบและบ่อนพนันขาใหญ่ภาคตะวันออก ส่วนกรณีที่จะเป็นการระบาดระลอกสามหรืออาจจะไม่ถึงแต่ก็ทำให้ทุกอย่างที่เตรียมการกระตุก ก็เกิดจากการทำงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่และพบว่ามีการลักลอบหรือหลบหลีกกระบวนการตรวจสอบก่อนหน้า จึงนำมาซึ่งการพบผู้ติดเชื้อในจำนวนมาก ดังนั้น จะไปโทษฟ้าโทษดินคงเป็นไปไม่ได้

เช่นเดียวกับปัญหาเรื่องวัคซีนโควิด-19 ของบริษัทแอสตร้าเซนเนก้า ที่ต้องเลื่อนฉีดให้ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและรัฐมนตรีออกไป โดยอ้างเหตุการพบผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นจาก 6 ประเทศในทวีปยุโรป ไม่มีใครกังขาต่อการตัดสินใจเลือกซื้อวัคซีนจากเจ้านี้ของรัฐบาล กับสารพัดเหตุผลที่ยกมาอ้าง แต่ที่คนสงสัยกันมาตลอดคือทำไมต้องผูกขาดความเสี่ยงไว้กันแค่เพียงเจ้าเดียว แล้วเพิ่งมาตื่นตัวอ้างว่าเปิดรับทุกเจ้าหลังการระบาดระลอกสองนี่เอง

เหล่านี้มันสะท้อนถึงเรื่องของวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศล้วน ๆ แน่นอนว่า ต้องมีบรรดาคณะที่ปรึกษาให้คำแนะนำอยู่แล้ว แต่บางเรื่องมันต้องอาศัยการตัดสินใจเด็ดขาดของคนเป็นผู้นำ คำปรึกษาที่มีคือส่วนประกอบ ที่ต้องมาพร้อมกับข้อมูลอันหลากหลาย ซึ่งไม่ได้อยู่ที่ว่าต้องให้ใครมาคอยชี้แนะ แต่ต้องเกิดจากการศึกษา เรียนรู้และทำความเข้าใจกับสิ่งที่เป็นไปและเปลี่ยนไปจากทั่วโลก ประเภทใครถามตอบได้ ไม่ใช่รอแค่สคริปต์และข้อมูลที่สอพลอเพียงอย่างเดียว

ภายในสัปดาห์นี้มีเรื่องสำคัญทางการเมืองที่จะได้บทสรุปอยู่ 2 ประการคือ โฉมหน้าครม.ประยุทธ์ 2/3 จะเสร็จสรรพเรียบร้อย ซีกส่วนของพรรคสืบทอดอำนาจนั้น ชัดเจนตั้งแต่ต้นแล้วมีรายชื่อใหม่เข้ามาแค่ 2 คนคือ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ และ ตรีนุช เทียนทอง ส่วนจะไปนั่งในตำแหน่งไหน รอวัดใจท่านผู้นำเคาะอีกรอบ ส่วนพรรคเก่าแก่เมื่อยืนยันว่าไม่สลับเก้าอี้กับพรรคภูมิใจไทย ดังนั้น จึงจะเติมกันเพียงแค่เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมที่พรรคลงมติเลือก สินิตย์ เลิศไกร ส.ส.สุราษฎร์ธานีไปเรียบร้อยแล้ว

ส่วนแรงกระเพื่อมภายในพรรคจากการเสนอชื่อรัฐมนตรีคงไม่มีอะไรเหมือนทุกครั้ง เพียงแต่ว่าอาจจะเกิดข้อคำถามที่มีต่อ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ที่ นริศ ขำนุรักษ์ คนในอาณัติไม่ได้รับความไว้วางใจให้ขึ้นชั้นเสนาบดีเท่านั้นเอง แต่ก็ถือเป็นวิถีที่พรรคเก่าแก่ยึดถือกันมาเมื่อมีมติแล้วทุกอย่างก็จบ ที่น่าติดตามมากกว่าคงเป็นผลพวงจากการเลือกตั้งซ่อมส.ส.เขต 3 นครศรีธรรมราช ที่แม้อู๊ดด้าจะจูบปากกับหัวหน้าพรรคสืบทอดอำนาจต่อหน้าท่านผู้นำในที่ประชุมครม.ไปแล้ว แต่ลูกพรรคไม่ได้มองเช่นนั้น

เมื่อ เทพไท เสนพงศ์ ยังคงขับเคลื่อนต่อด้วยการเดินหน้ารองกกต.ให้ยุบพรรคสืบทอดอำนาจ ด้วยเหตุผลที่ว่าส.ส.และกรรมการบริหารพรรคแกนนำรัฐบาล แถลงข่าวเท็จใส่ร้ายพรรคเก่าแก่ในการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา ซึ่งเจ้าตัวก็ประกาศลั่นนี่ไม่ใช่พฤติกรรมขี้แพ้ชวนตี แต่เป็นการปกป้องผลประโยชน์พรรค พร้อมกับหยิบยกเอาวรรคทองของ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ มาตีแสกหน้า ประชาธิปไตยไม่เกี่ยวมารยาททางการเมือง”

เรื่องในลักษณะอย่างนี้ ยังจะมีต่อเนื่องกับการตัดสินประเด็นทางการเมืองสำคัญต่อมานั่นก็คือ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมรัฐสภาในวาระ 3 ในวันที่ 17 มีนาคมนี้ บนปัจจัยกดดันสำคัญคือคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่มีการส่งซิกอย่างเด่นชัดมาจาก วิษณุ เครืองาม แล้วว่าเพื่อตัดปัญหาคาราคาซังทั้งหลาย การคว่ำร่างในที่ประชุมรัฐสภาน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ไม่ต้องไปตีความอะไรให้เมื่อยตุ้ม

สิ่งสำคัญไม่ต้องไปห่วงว่าภาพลักษณ์ของรัฐบาลจะเป็นอย่างไร ยิ่งเรื่องภาพพจน์ของส.ว.ลากตั้งนั้นไม่ต้องพูดถึง การได้ฟัง พรเพชร วิชิตชลชัย อ้างว่าส.ว.มีความคิดเป็นอิสระไปบังคับเขาไม่ได้ จึงเชื่อว่าจะไม่มีมติออกมาว่าส.ว.จะทำอย่างไร แต่ที่ประชุมวิปจะพูดคุยกันว่าจะทำอย่างไรให้พ้นวิกฤติประเทศชาติ ยิ่งต้องทำให้สงสารประเทศชาติหนักเข้าไปอีก สิ่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะมีรัฐธรรมนูญแบบนี้ และส.ว.คณะนี้นี่แหละที่เป็นตัวถ่วงความเจริญของประชาธิปไตยและการพัฒนาประเทศ เมื่อยังไม่รู้ว่าตัวเองคือส่วนหนึ่งของการก่อวิกฤติแล้วยังจะมาอ้างว่าอีกว่าต้องช่วยกันหาทางออกจากวิกฤติ ความหวังของบ้านเมืองมันอยู่ตรงไหน

Back to top button