หุ้นได้-เสีย ล็อกดาวน์ล่าสุด

ลูบคมตลาดทุน : ธนะชัย ณ นคร


ตลาดหุ้นร่วงวานนี้เป็นไปตามคาด

ผลลบจากแรงกระแทก “ล็อกดาวน์” รอบล่าสุด

ประเด็นที่น่าสนใจคือ “แนวรับ” ระดับ 1,550 จุด ยังไม่หลุด

ดัชนีลงมาลึกสุด 1,551.79 จุด แล้วมีแรงเข้ามารับซื้อ เพื่อประคองดัชนีเอาไว้

แต่หากดูจากกราฟการซื้อขายในช่วงภาคเช้า และภาคบ่ายแล้ว จะพบว่า ระดับของกราฟในช่วงภาคบ่าย แนวการเคลื่อนไหวของเส้นกราฟต่ำกว่าภาคเช้า

แบบนี้ค่อนข้าง “อันตราย”

โอกาสที่วันนี้จะลงต่อเป็นไปได้สูงสุด

เปิดตลาดภาคเช้า หากดัชนีถูกดันขึ้นจะด้วย technical rebound หรือการจงใจของกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่

จะต้องระมัดระวังไม่ตามไป

เพราะกลุ่มนักลงทุนรายใหญ่ อาจจะปล่อยของอีกชุดใหญ่ เพื่อปรับลดความเสี่ยงของพอร์ตลงอีก

แนวรับถัดไป 1,530 จุด

แต่หากให้ชัวร์ กันเหนียว ยึดคำที่ว่า “ตกขบวน” ดีกว่า “ขาดทุน”

ก็ต้องไปรอรับบริเวณดัชนี 1,500 จุด โน่นเลยล่ะ

ตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันยังไม่ผ่านจุดสูงสุด

ล่าสุด ศบค.ส่งสัญญาณมาแล้วว่า มีโอกาสที่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นไป 2.4-2.5 หมื่นคนต่อวัน ในช่วง 2 เดือนข้างหน้า

หลังจากนั้น หรือพอเข้าสู่ไตรมาส 4/2564 ตัวเลขผู้ติดเชื้ออาจจะค่อย ๆ ลดจำนวนลง

แต่มีเงื่อนไขว่า “วัคซีน” (mRNA และแอสตร้าฯ)  จะต้องมาตามนัด

คำถามแล้วภาวะเช่นนี้ เราจะเลือกเล่นหุ้นอย่างไร

มีคำแนะนำจาก บล.เอเซีย พลัส (ASPA) มานำเสนอ และพิจารณาดูกัน

ASPS เขามองกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบมาก 6 กลุ่มจากล็อกดาวน์รอบล่าสุด

เริ่มจาก 1. กลุ่มธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร อย่าง M รวมถึง CENTEL MINT อย่าง  MINT ร้านค้าจะอยู่ในศูนย์การค้าเป็นหลัก และเมื่อศูนย์ถูกสั่งปิด ทำให้สั่งแบบ Delivery ไม่ได้

  1. กลุ่มการบินที่ได้รับผลกระทบ คือ AOT AAV และ BA

กลุ่มนี้หากจะเลือกลงทุน เขาแนะนำ AOT ที่ได้ประโยชน์มาก และเร็วสุด เมื่อสถานการณ์ผ่อนคลายให้กลับมาเดินทางได้ปกติ

  1. กลุ่มก่อสร้าง ได้รับผลกระทบโดยตรงตั้งแต่การออกมาตรการปิดแคมป์คนงานและปิดไซต์งานก่อสร้าง คือ CK, NWR, SYNTEC, SEAFCO และ PYLON

หุ้นเหล่านี้ สัดส่วนงานส่วนใหญ่อยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯ-ปริมณฑล เช่น งานก่อสร้างรถไฟฟ้าและอาคารขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชน

  1. กลุ่มมีเดีย บริษัทที่ทำธุรกิจสื่อนอกบ้าน อย่าง VGI, PLANB

ส่วนสื่อในโรงภาพยนตร์ MAJOR  สื่อทีวี RS และ WORK

  1. กลุ่มธุรกิจศูนย์การค้า นำโดย CPN ที่ประกาศปิดศูนย์การค้าเพิ่มเติม 4 แห่ง รวมเป็น 19 แห่ง ในจังหวัดพื้นที่ควบคุมสุงสูดและเข้มงวดตามคำสั่งภาครัฐ (กรุงเทพ นนทบุรี นครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร ชลบุรี และสงขลา)

ถือเป็นผลกระทบเชิงลบ

เพราะศูนย์การค้า 19 แห่ง คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 50% ของพื้นที่เช่ารวม และสร้างรายได้ค่าเช่า 60-70% ของรายได้ค่าเช่าธุรกิจศูนย์การค้าปี 2563

และ 6. กลุ่มค้าปลีก คือ COM7 และ SPVI บริษัทจะต้องมีการปิดสาขาทั้งหมด ใน 13 จังหวัด

ส่วนกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบน้อย 5 กลุ่มได้แก่ กลุ่มพลังงานและปิโตร

กลุ่มเช่าซื้อ คนออกจากบ้านลดลง จะกระทบการออกไปขอสินเชื่อตามสาขาบ้างชั่วคราว แต่ประชาชนยังมีความต้องการใช้สินเชื่อสูงต่อเนื่องในครึ่งหลังปี 2564 ขณะที่ AEONTS จะได้รับผลกระทบจากการที่ผู้บริโภคออกจากบ้านลดลง กดดันการใช้บัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลลดลง

สุดท้ายกลุ่มหุ้นที่ได้รับผลกระทบน้อย หรือได้ผลบวก 4 กลุ่ม

เริ่มจาก กลุ่มโรงพยาบาล ระดับผู้ต้องการตรวจโควิด-19 รวมถึงการรักษา ยังเร่งตัวขึ้นมากหนุนกำไรไตรมาส 3 เติบโตต่อเนื่องต่อจากไตรมาส 2

กลุ่มยานยนต์ ชิ้นส่วน เกษตร-อาหารประเมินว่าได้ผลประโยชน์ทางอ้อม เป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากภาวะเศรษฐกิจโลกฟื้นตัว

และธุรกิจเกี่ยวกับส่งออก โดยค่าเงินบาทอ่อนค่า ล่าสุดอยู่ที่ 32.8 บาท/เหรียญฯ

จะช่วยหนุนให้มีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้น

ASPS แนะนำกลยุทธ์เน้นเลือกหุ้นที่ได้รับผลกระทบจำกัด และยังได้แรงหนุนทางอ้อม

อย่างหุ้นโรงพยาบาล BDMS และหุ้นงบไตรมาส 2/2564 สวย และยังที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อนค่า

แนะนำ MCS และ NER

Back to top button