พาราสาวะถี

เมื่อรอยปริแยกระหว่างเลขาธิการพรรคแกนนำรัฐบาล ธรรมนัส พรหมเผ่า กับท่านผู้นำ ลามไปถึงพี่รองแก๊ง 3 ป. และ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา


บอกแล้วว่าไม่ใช่แค่โหวตไว้วางใจ ส.ส.ซีกรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคสืบทอดอำนาจไม่แตกแถว ยกมือหนุนผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจแล้วทุกจะจบ เมื่อรอยปริแยกระหว่างเลขาธิการพรรคแกนนำรัฐบาล ธรรมนัส พรหมเผ่า กับท่านผู้นำ ลามไปถึงพี่รองแก๊ง 3 ป. พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา มันจึงเป็นเรื่องยากที่จะยืนยันกับประชาชนว่าไร้ความขัดแย้ง ทุกคนหันหลังกลับที่ตั้งมุ่งมั่นทำงานให้กับประชาชนด้วยความตั้งใจกันต่อไป

ท่าทีที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจแสดงออกผ่านวงประชุมครม.วันวาน เมื่อเดินผ่านธรรมนัสกับ สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยสาธารณสุขจากพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งคู่ยกมือไหว้ท่านผู้นำรับไหว้แค่หมอตี๋ แต่เมินคู่กรณี เช่นเดียวกันพี่รองที่แม้จะไม่ปฏิเสธการแสดงความเคารพจากรัฐมนตรีทั้งสองคน แต่ก็ไม่ยอมให้ธรรมนัสสัมผัสมือเหมือนที่เคยทำก่อนหน้านั้น นั่นย่อมตอกย้ำว่าผลสะเทือนจากการจ้องโหวตล้มนายกรัฐมนตรีและเสนอยึดโควต้ามท.1 มาเป็นของพรรคสืบทอดอำนาจมันได้บาดลึกไปมากกว่าที่คิด

ย้ำมาโดยตลอดประสาคนที่ไม่ยอมให้ใครมาสะเออะอวดรู้หรือแสดงความคิดเห็นต่าง การที่มีคนเคลื่อนไหวหวังจะโค่นตัวเองคาเวทีซักฟอกนั้น ถึงพี่ใหญ่จะเป็นกาวใจเคลียร์ปัญหาแบบเส้นยาแดงผ่าแปดก่อนวันลงมติ คนที่กล้าหือทำได้ดีที่สุดคือยกมือไหว้ขอโทษ ส่วนคนที่โกรธปากบอกไม่อาฆาตและพร้อมจะปรับตัว แต่ปฏิกิริยาหลังจากนั้นมันเป็นตัวบ่งชี้ว่าทิศทางการเมืองจากนี้ไปสำหรับรัฐบาลต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลงตามมาอย่างแน่นอน

วันก่อนเพิ่งบอกไปว่ากลุ่ม 4 ช. คนชื่อ สันติ พร้อมพัฒน์ กระโดดเอาตัวรอดไปแล้วก่อนจะเกิดการนัดคุยที่มูลนิธิป่ารอยต่อฯ ธรรมนัสนั้นไม่ต้องพูดถึงชะตากรรมสำหรับการเป็นรัฐมนตรีลูกผีลูกคน ถ้าไม่ลาออกเอง คาดว่าอีกไม่นานคงเกิดความเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับ 2 ช.ที่เหลือ อธิรัฐ รัตนเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยคมนาคม และ นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยแรงงาน ที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและพี่รองก็แสดงอาการเมินทั้งคู่ไม่ต่างจากธรรมนัส

งานนี้จึงอยู่ที่พี่ใหญ่ 3 ป.จะจัดการปัญหาอย่างไร น้ำจะมาข้นกว่าเลือดได้อย่างไร เมื่อประกาศแล้วว่าถึงจะไม่ใช่พี่น้องคลานตามกันมาแต่ผู้พันกันเหมือนพี่น้องโดยสายเลือด ดังนั้น เมื่อคนที่ตัวเองผลักดันให้ขึ้นมาเป็นแม่บ้านพรรคเพื่อหวังว่าจะสยบแรงกระเพื่อมของกลุ่มต่าง ๆ แต่กลับสร้างปัญหาให้เสียเอง ถ้าไม่เชือดไก่ให้ลิงดูบ้าง ก็จะเกิดการกำเริบกันอีกภายหลัง หากยึดหลักเช่นนี้คนที่จะถูกหวยสองเด้งคือธรรมนัสที่น่าจะต้องพ้นจากทั้งรัฐมนตรีและเลขาธิการพรรค

อย่าลืมว่า ในจังหวะที่กระแสข่าวโหวตคว่ำผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจยังกระหึ่ม เลขาธิการพรรคสืบทอดอำนาจถึงกับประกาศว่ามีคนปล่อยข่าวเป็นพวกไอ้ห้อยไอ้โหน และถ้าตนยังอยู่ในฐานะแกนนำพรรคคนเหล่านี้จะไม่ได้ลงสมัครส.ส.สมัยหน้าอย่างแน่นอน ดูเหมือนว่าสถานการณ์น่าจะกลับตาลปัตร คนที่จะถูกเขี่ยให้พ้นเส้นทางน่าจะเป็นคนที่พูดเสียมากกว่า แต่ก็เป็นโจทย์ยากสำหรับพี่ใหญ่จะเลือกแบบไหนเมื่อคนที่สร้างปัญหาดันมีส.ส.อยู่ใต้อาณัติเกือบครึ่งค่อนพรรค

หากจะจูงใจให้คนเหล่านั้นหันมาสวามิภักดิ์ขึ้นตรงกับตัวเอง ก็ต้องทุ่มทุนดูแลมหาศาล คุณสมบัติใจถึงพึ่งได้มีอยู่ในตัวธรรมนัส จึงได้รับความไว้วางใจให้เข้ามาจัดการเรื่องนี้เพื่อแยกสลายกลุ่มก๊วนที่เคยสร้างปัญหาภายในพรรคก่อนหน้านี้ นี่คือลักษณะทางการเมืองที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจอ้างมาโดยตลอดว่าต้องไม่กลับไปเหมือนเดิม ทุกอย่างจะต้องมีการปฏิรูป ซึ่งเป็นได้แค่คำพูดสวยหรูเพราะมันถูกทำลายไปหมดแล้วตั้งแต่เกิดการดูดทุกวิถีทางก่อนการเลือกตั้ง

ขณะเดียวกันสถานการณ์อึมครึมที่เกิดขึ้นภายในพรรคแกนนำรัฐบาล อาจส่งผลดีต่อบางพรรคร่วมที่รอจะเก็บตกคนที่ไม่สบายใจอยากย้ายพรรคกันอยู่แล้ว คงไม่ได้มีแค่กลุ่มก้อนในสังกัดธรรมนัสเท่านั้นที่ต้องคิดหาทางหนีทีไล่ แม้แต่รายของ “มาดามเดียร์” วทันยา วงษ์โอภาสี แกนนำกลุ่มดาวฤกษ์ที่โหวตสวนมติพรรคในรายของ อนุทิน ชาญวีรกูล ก็คงต้องถึงเวลาขยับขยายย้ายสังกัดเหมือนกัน คงรออีกระยะน่าจะได้เห็นความชัดเจน

เดิมทีส.ส.ประเภทแบ่งบทกันเล่นเราจะเห็นจนชินตาในซีกของพรรคประชาธิปัตย์ แต่หนนี้ทันทีทันใดที่เสร็จสิ้นการซักฟอก ชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ก็เขียนบทความซัดผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจต่อความไม่เอาไหนในการแก้ไขสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ตีประเด็นเดิมที่มีคนตอกย้ำคือการเน้นทำงานในที่ตั้ง เวิร์ก ฟรอม โฮม ไม่ลงไปสัมผัสปัญหาที่แท้จริง ทำให้ไม่เกิดการแก้ไขปัญหาเชิงรุกและถูกจุดอย่างที่ควรจะเป็น

แต่สิ่งที่ชาดาในฐานะส.ส.ของพรรคที่หัวหน้าถูกรวบอำนาจในการแก้ไขปัญหาโควิดไปทั้งหมด ก็ซัดผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจในประเด็นนี้ การรวบอำนาจตามกฎหมาย 30 กว่าฉบับมาไว้ที่ศบค. แล้วก็กลายเป็นทำงานคนเดียว ชุดเดียว กลุ่มเดียว กระทรวง กรมต่าง ๆ นิ่งเฉย อยู่ดี ๆ ตัวใหญ่ขึ้น แต่คนช่วยทำงานไม่มี เอาปลัดกระทรวงมานั่งแต่ไม่ได้เอาหัวเอาหางมา มีกำลังพลมากมายในประเทศกลับไม่มีค่า ขาดความร่วมมือ ส่วนอื่น ๆ ก็ถือว่าไม่ใช่หน้าที่

ชี้ได้เห็นภาพแต่คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ ขนาดคนอย่างชาดายังมองเห็นแล้วทำไมในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะกับภูมิใจไทยที่รับผิดชอบดูแลกระทรวงสาธารณสุข จึงไม่เสนอแบบตรงไปตรงมา มัวแต่เอาใจและยอมให้ถูกรวบอำนาจไปอย่างนั้นหรือ การออกมาเช่นนี้มันก็ไม่ต่างจากปัดสวะให้พ้นตัว ขณะที่ฝ่ายผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจก็ให้ลิ่วล้อสื่อสารกับสังคมว่า ศบค.ไม่ได้ทำตามอำเภอใจทุกอย่างบริหารจัดการตามข้อเสนอแนะของกระทรวงสาธารณสุข สรุปต้องเชื่อใคร สุดท้ายมันก็วกกลับไปที่ความพยายามจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับคนเกี่ยวข้องกับโควิดโดยเฉพาะเรื่องวัคซีน วังเวงสิ้นดี

Back to top button