
พาราสาวะถี
ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดกับ คำสั่งย้ายล้างบางยกจังหวัดภูเก็ต ทั้งผู้ว่าและรองผู้ว่าราชการจังหวัด อันเป็นผลพวงสืบเนื่องมาจากข่าวรองผู้ว่าฯ ขู่ย้ายผู้ว่าฯ นั่นเอง
ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดกับ คำสั่งย้ายล้างบางยกจังหวัดภูเก็ต ทั้งผู้ว่าและรองผู้ว่าราชการจังหวัด อันเป็นผลพวงสืบเนื่องมาจากข่าวรองผู้ว่าฯ ขู่ย้ายผู้ว่าฯ นั่นเอง ใครเป็น อนุทิน ชาญวีรกูล ก็ย่อมหัวเสีย และถือเป็นการเสียหน้าอย่างใหญ่หลวง เป็นการสะท้อนให้เห็นว่า นโยบายการปราบปรามผู้มีอิทธิพลของกระทรวงมหาดไทยล้มเหลว มิเช่นนั้น คงไม่ระเบิดอารมณ์กลางวงประชุมคณะผู้บริหารระดับสูงกระทรวงมหาดไทย ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด 76 จังหวัด นายอำเภอ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมรับฟังผ่านระบบวิดีทัศน์ทางไกลเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
คำพูดของเสี่ยหนูกลางที่ประชุมใหญ่ของกระทรวงมันบ่งบอกถึงอาการน็อตหลุดอย่างชัดเจน เป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าเหลืออดกับความกร่างของผู้ใต้บังคับบัญชา “ไอ้รองผู้ว่าฯ คนนี้ มันไม่มีทางที่มันจะใหญ่กว่าผู้ว่าฯ ใหญ่กว่าปลัด รองปลัด หรืออธิบดีที่ไหนเลย อย่ามาเทียบกับนายกฯ หรือรัฐมนตรี เอาแค่เกินผู้ว่าฯ ถ้าท่านใหญ่กว่าผู้ว่าฯ ผู้ว่าฯ ก็ต้องมาใหญ่ในกระทรวงนี้แล้ว มันเป็นไปไม่ได้ รายงานแบบนี้ไม่ได้ ผมรับไม่ได้” มท.1โกรธขนาดนี้ แล้วผู้บริหารระดับสูงที่เป็นข้าราชการจะนิ่งเฉยได้อย่างไร
ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องแก้ปัญหาผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ไม่สำเร็จ แต่ยังเป็นหลักฐานทำให้เห็นได้ว่า ผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลังนั้น ยิ่งใหญ่กว่าอำนาจของผู้ที่จะบังคับใช้กฎหมาย ไม่ได้เป็นปัญหาว่าผู้ว่าฯ กับรองผู้ว่าฯ มีความขัดแย้งกันเท่านั้น เพราะมันหมายถึงความร่วมไม้ร่วมมือกับหน่วยงานอื่นในการแก้ไขปัญหา ถ้าจะยึดภูเก็ตโมเดลเป็นต้นแบบในการกวาดล้างอิทธิพล เรื่องการบุกรุกพื้นที่สาธารณะของผู้มีอิทธิพลจะเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของรัฐบาลเป็นอย่างดี
ไม่ได้มีเพียงหัวโขนแค่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งในทางปกครองก็ถือว่ามีอำนาจ บารมีล้นเหลืออยู่แล้ว แต่อนุทินยังมีสถานะความเป็นผู้นำประเทศด้วย ดังนั้น งานในความรับผิดชอบและเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลเกี่ยวกับการปราบปรามผู้มีอิทธิพล จึงเป็นเรื่องที่จะมาโอ้เอ้รอเวลาไม่ได้ เพียงแต่ว่า ปฏิกิริยาที่แสดงออก มันไม่ได้ช่วยทำให้คนที่ติดตามข่าวสารรู้สึกดี หรือเห็นว่าเป็นการเอาจริงเอาจังต่อการติดตาม สะสางปัญหา กลับมองว่าเป็นการกระทืบเท้าขู่ หรือโกรธเกรี้ยว เพราะ การแสดงความกร่างของรองผู้ว่าฯ ที่มีต่อผู้ว่าฯ มันเหมือนการประจานว่าอำนาจของผู้มีอิทธิพลยิ่งใหญ่กว่าอำนาจตามกฎหมาย นั่นเอง
ขณะเดียวกัน มันจะเกิดภาพเปรียบเทียบต่อการไล่บี้เอาผิดอำนาจมืด อิทธิพลเถื่อน ระหว่างฝ่ายปกครองอย่างกระทรวงมหาดไทย กับฝ่ายที่ดูแลรักษาผลประโยชน์ของประเทศอย่าง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพราะคำสั่งของเสี่ยหนูที่ให้ สุชาติ ชมกลิ่น เจ้ากระทรวงไปจัดการเรื่องปัญหาการบุกรุก ครอบครองพื้นที่โดยผิดกฎหมายในจังหวัดภูเก็ตนั้น ปรากฏผลงานที่สามารถสัมผัสจับต้องได้ ย่อมเกิดคำถามกลับมาว่า แล้วในส่วนของกระทรวงมหาดไทยที่ถือว่ามีอำนาจมากกว่ามัวทำอะไรอยู่
ในส่วนที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติมีอำนาจจัดการได้ทันที เวลานี้ถือว่าคืบหน้าไปมาก อาจเรียกได้ว่าสุชาติทำงานเข้าตา เพราะ ลุยดำเนินการชนิดไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการระดับไหน กรมหรือกระทรวงในความดูแล เช่น อุทยานแห่งชาติสิรินาถที่ภูเก็ต ซึ่งเป็นพื้นที่อุทยาน แต่มีโรงแรมหลายแห่งที่ศาลมีการบังคับคดีถึงที่สุดแล้ว ได้มีการสั่งรื้อโรงแรมดังหลายแห่ง โดยที่สุชาติบอกว่าแม้จะเสียดายแต่ก็ต้องทำตามกฎหมาย
กลายเป็นตัวเปรียบเทียบกับกระบวนการดำเนินการของกระทรวงมหาดไทย โดยเวลานี้มีประเด็นที่จะต้องเกิดการประสานงานกันระหว่างกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กับกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย นั่นก็คือ การส่งตัวเลขโฉนดที่มีการบุกรุกในภูเก็ตให้กับอธิบดีกรมที่ดิน เพื่อให้มีการเพิกถอนโฉนดที่ออกมาไม่ถูกต้อง เช่น การนำสค.1 บินมาครอบ เมื่ออีกฝ่ายขยับอย่างขึงขัง ต้องดูว่าจะได้รับการตอบสนองอย่างทันท่วงทีจากอีกฝั่งหรือไม่ หากประเมินจากท่าทีเสี่ยหนูจากที่ประชุมของกระทรวงมหาดไทยหนนี้ คงจะยึกยักชักช้ากันไม่ได้
พอพูดถึงเรื่องที่ดิน ก็อดไม่ได้ที่จะพูดถึงปัญหา ที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ความพยายามในการยกเหตุผลสารพัดมาอ้างของทนายความฝั่งบ้านใหญ่เป็นเรื่องปกติในการทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ผู้ว่าจ้าง แต่หากยึดเอาความจริงที่พิสูจน์ได้ อย่างที่ ไพศาล พืชมงคล อธิบายต่อความเป็นจริงของที่ดินจำนวน 5,083 ไร่กับความเป็นเจ้าของของการรถไฟแห่งประเทศไทย หลักฐานตั้งแต่อดีต พระบรมราชโองการของรัชกาลที่ 5 พระราชทานที่ 5,083 ไร่เขากระโดงให้แก่กรมรถไฟหลวง เพื่อนำหิน และไม้ฟืน มาใช้เพื่อประโยชน์ในกิจการของการรถไฟฯ
มี พระราชกฤษฎีกาในสมัยรัชกาลที่ 6 พระราชทานที่ดินเขากระโดง 5,083 ไร่ ให้แก่การรถไฟฯ มีหลักฐานการจ่ายเงินของพระคลังมณฑลพายัพให้แก่ผู้ที่อยู่อาศัยในที่ดินเขากระโดงเป็นค่าขนย้ายออกไปจากที่ดินทุกราย หลักฐานทั้งหมดนี้ส่งไว้ในศาลในคดีฟ้องขับไล่ผู้บุกรุก ขณะที่ คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดหลายคดี พิพากษาว่าที่ดินเขากระโดง 5,083 ไร่เป็นของการรถไฟฯ เช่นเดียวกับ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์และศาลฎีกากว่า 30 คดี พิพากษาว่าที่ดินเขากระโดง 5,083 ไร่เป็นของการรถไฟฯ
แน่นอนว่า ที่เกี่ยวข้องกับกรมที่ดินคือ ไปออกโฉนดในที่ดินดังกล่าวถือเป็นการกระทำความผิดตามกฎหมายและเป็นหน้าที่กรมที่ดินต้องเพิกถอนการกระทำความผิดของกรมที่ดินเอง แม้ไม่มีใครไปร้องก็เป็นหน้าที่ของกรมที่ดินที่ต้องแก้ไขปัญหาความผิดพลาดจากการกระทำของตนเอง จะไปอ้างว่าผู้บุกรุกหลายรายยังไม่ถูกฟ้องคดี ไม่ผูกพันตามคำพิพากษาที่ตัดสินมาแล้ว ถือเป็นการบิดเบือน และอุ้มชูนักการเมือง น่าสนใจต่อ คำเตือนของไพศาลที่ว่า ยิ่งอุ้มยิ่งฉิบหายวายวอด ทั้งคนอุ้มและคนถูกอุ้ม จะติดตะรางกันหัวโต และ คงต้องจบชีวิตทางการเมืองในอีกไม่ช้านี้
อรชุน