ขึ้นแล้วต้องขาย!

*สาเหตุที่ทำให้ “โมนิก้า” เลือกพูดถึงประเด็น “ขึ้นแล้วต้องขาย” เพราะอยากให้ทุกคนเข้าใจเกมหุ้นมันมีสตอรี่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว


*สาเหตุที่ทำให้ “โมนิก้า” เลือกพูดถึงประเด็น “ขึ้นแล้วต้องขาย” เพราะอยากให้ทุกคนเข้าใจเกมหุ้นมันมีสตอรี่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว ซึ่งหุ้นบางตัววิ่งเกินสตอรี่ บางตัวยังไม่ตอบรับกับสตอรี่ หรือแม้กระทั่งไม่สนสตอรี่ เพราะสนแต่เจ้ามือก็มีให้เห็นเยอะแยะไปหมด เดี๊ยนจึงต้องใช้ห้วงเวลาของการประกาศงบไตรมาส 3 ย้ำหัวหมุดเรื่องนี้อีกครั้ง เพื่อจะได้เข้าใจกระบวนการคิดของเดี๊ยนไงล่ะคะ

*ประกอบกับข้อมูลต่าง ๆ ที่ใช้ประเมินหุ้นรายตัวก็มาจากงบการเงิน และภาพธุรกิจของแต่ละตัวเดินไปทางไหนเป็นหลัก จึงเชื่อได้อย่างสนิทใจว่า การที่ดัชนียังป้วนเปี้ยนที่บริเวณ 1,650 จุดถือเป็นเรื่องที่ถูกต้องสุด ๆ เพราะเมื่อดูจากการคาดคะเนกำไรปี 64 เพื่อหาระดับเหมาะสม ค่าที่ออกมาก็อยู่บริเวณนี้จริง ๆ “โมนิก้า” ถึงแฮปปี้มาก ๆ หากแฟนคลับสามารถประยุกต์กระบวนการทางความคิดไปใช้เป็นของตัวเองนะจ๊ะ

*ด้วยเหตุนี้ถึงทำให้ “โมนิก้า” ไม่ค่อยกังวลกับสถานการณ์ของตลาดหุ้นไทยสักเท่าไหร่ เพราะเมื่อดูจากสภาพทางเศรษฐกิจ และความสามารถของบริษัท จึงเชื่อว่า การยืนปิดที่ระดับ 1,626.22 จุด ลบไป 0.05 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 6.74 หมื่นล้านบาท มันคือเรื่องเดิม ๆ ที่ทุกคนเห็นจนชินตา และน่าจะรับมือกับสิ่งที่จะเกิดได้เป็นอย่างดี จึงขอย้ำกับแฟนคลับว่า การเล่นเที่ยวนี้ออกไปทางมันนี่เกมเป็นส่วนใหญ่ เลยต้องหาทางขายทุกครั้งเมื่อสบช่องพะยะค่ะ

*เหมือนกับการขึ้นมาเท่ายอดเดิมของหุ้นไฟฟ้าตัวแรงอย่าง GPSC กลายเป็นช็อตที่ทำให้คิดหนักพอสมควร เพราะในมุมของพื้นฐานเอื้อให้หุ้นไปต่อสวย ๆ แต่ในมุมของการเล่นกลับไม่เป็นเช่นนั้น “โมนิก้า” ถึงอยากให้ขาลุยประเมินการขึ้นมายืนปิดที่ 78.50 บาท บวกไป 1 บาท หรือขึ้นไป 1.30% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.51 พันล้านบาท คุ้มกับการไหลไปตามกระแสขนาดไหน? เพราะการเล่นช่วงหลัง ๆ เน้นไปที่รอบของหุ้นมากกว่าน่ะซี

*คล้ายกับกรณีของหุ้น RBF แกว่งตัวขึ้น ๆ ลง ๆ ในกรอบราคา 19-21 บาทเป็นเวลาร่วมสองเดือน ทั้งที่มีการให้ราคาเป้าหมายสูงกว่านี้ ก็กลายเป็นตัวอย่างที่ “โมนิก้า” อยากหยิบขึ้นมาเม้าท์มอยมากสุด เพราะฉายภาพให้เห็นการแกว่งตัวรอกำไรเป็นเรื่องที่นักเล่นกำลังเฝ้าจับตา จึงอยากให้แฟนคลับประเมินการยืนปิดที่ 20 บาท ลบไป 0.20 บาท หรือลงไป 1% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 134 ล้านบาท สอดรับกับเรื่องเม้าท์ให้ฟังอ๊ะป่าว?

*ยิ่งมองภาพการเคลื่อนตัวยาว ๆ ของหุ้น BEM ยิ่งเห็นภาพแกว่งตัวรอข่าวดีชัดขึ้นไปอีก แถมสตอรี่ที่จะมาแบ็คอัพตัวหุ้นก็อยู่เรื่องเปิดเมืองยั่งยืนขนาดไหน? “โมนิก้า” จึงมองการยืนปิดเสมอตัวที่ระดับ 8.95 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 137 ล้านบาท น่าจะเป็นเกมวัดกำลังซื้อที่ต้องดูกันนาน ๆ เพราะเที่ยวก่อนก็ผ่านไปไม่ได้ เลยไม่แน่ใจว่า เที่ยวนี้จะมีปาฏิหาริย์ไหมเอ่ย..ยยย

*ประเด็นดังกล่าวเหมือนกับหุ้น III ซึ่งขยับตัวต่อเนื่องเป็นวันที่สอง หลังจากโดนรินขายเป็นแรมเดือน “โมนิก้า” ก็มองเป็นเกมเล่นรอบอยู่วันยันค่ำ เพราะผ่านจุดพีคของการทำธุรกิจไปแล้ว และต่อจากนี้ต้องลุ้นว่า มีหนทางไหนที่จะทำกำไรเป็นกอบเป็นกำได้อีกไหม? จึงอยากให้แฟน ๆ ลุ้นกันเอาเองว่า เที่ยวนี้จะผ่านแนวต้านบริเวณ 12 บาทไปได้ไหม? หลังหุ้นขึ้นมายืนปิดที่ 11.20 บาท บวกไป 0.30 บาท หรือขึ้นไป 2.75% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 68 ล้านบาทแล้วน่ะซี

*ในเมื่อมองในโทนขายทำกำไรเป็นหลัก “โมนิก้า” ขอหยิบยกสถานการณ์ของหุ้น HTECH เพื่อชี้ให้เห็นวงรอบของหุ้นตั้งแต่เดือน ส.ค.-ต.ค ก็อยู่ที่ระดับ 6-7 บาท และเป็นการเทรดบน PE 16 เท่าแค่นั้นเอง เดี๊ยนถึงแปลกใจเหลือเกินที่หุ้นไม่สามารถวิ่งผ่านกรอบบนได้สักที ทั้งที่แมงลือก็เม้าท์กันให้แซ่ดว่า ทำผลงานได้ตามเป้า! จึงต้องให้แฟน ๆ ประเมินกันเอาเองว่า การยืนปิดที่ 6.70 บาท บวกไป 0.40 บาท หรือขึ้นไป 6.35% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 74 ล้านบาท ยังน่าเล่นไหมจ๊ะ

*รายสุดท้ายที่ต้องเม้าท์ถึงคงหนีไม่พ้น AKP หลังกระชากขึ้นมาปิดที่ 2.52 บาท บวกไป 0.38 บาท หรือขึ้นไป 17.75% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 268 ล้านบาท “โมนิก้า” มองเป็นเกมหุ้นที่ไม่มีประเด็นอะไรต้องคาใจ เพราะสตอรี่ที่ปูมาเป็นเรื่องกำไรโต และคนเล่นก็เชื่อว่า หุ้นจะไปอีก! หุ้นเลยวิ่งระเบิดระเบ้อ แต่สิ่งที่ต้องคิดถัดมาก็คือ เกมหุ้นเที่ยวนี้จะจบตรงไหน? เพราะเดี๊ยนเริ่มตามเกมไม่ทันก็เท่านั้นเอง (ลุกช้าจ่ายรอบวง)…อิอิอิ

Back to top button