พาราสาวะถี

มาถึงขนาดนี้แล้วไม่ต้องเหนียมกันอีกต่อไป ยืนยันกันให้ชัด ๆ ไปเลยว่าการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาลที่ลากยาวมากว่า 2 ปีนั้น ไม่ใช่เพื่อการควบคุมโรคโควิด-19 อีกต่อไป


มาถึงขนาดนี้แล้วไม่ต้องเหนียมกันอีกต่อไป ยืนยันกันให้ชัด ๆ ไปเลยว่าการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาลที่ลากยาวมากว่า 2 ปีนั้น ไม่ใช่เพื่อการควบคุมโรคโควิด-19 อีกต่อไป หากแต่ต้องการใช้เป็นเครื่องมือในการกำราบม็อบที่ออกมาขับไล่รัฐบาล ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจเป็นผู้การันตีในเรื่องนี้เองแม้จะไม่พูดแบบตรง ๆ แต่การประกาศว่าม็อบล้ำเส้นถือเป็นความชอบธรรมของเจ้าหน้าที่ในการที่จะป้องกันตัว ถ้าไม่มีกฎหมายพิเศษเช่นนี้เจ้าหน้าที่จะกล้าใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมหรือไม่

ไม่ผิดที่จะใช้แต่ต้องกล้าที่จะยอมรับว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่อ้างเหตุโควิดมาตลอดนั้น ไม่ได้เพื่อป้องกันโรคอีกแล้ว แต่เป็นการป้องกันคนมาเคลื่อนไหวไล่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจและรัฐบาล ที่ต้องย้ำเช่นนี้เพราะ อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนยันเวลานี้ประชาชนใช้ชีวิตแทบจะปกติแล้ว รัฐบาลไม่ได้ห้ามหรือปิดกิจการ กิจกรรมใด ๆ ถ้าเช่นนั้นหมายความว่าควรที่จะต้องยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้วใช่หรือไม่ ถ้าสถานการณ์ดีขึ้นขนาดนี้ก็สามารถใช้กฎหมายปกติในการดูแลเรื่องโควิดได้

ไม่เพียงเท่านั้น อนุทินยังย้ำด้วยว่ารัฐบาลบริหารจัดการสถานการณ์โดยเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่โควิด และจากนี้ไม่มีการปิด หรือห้ามนั่นนี่อีก จะเดินไปข้างหน้าไม่ย้อนไปข้างหลัง และใช้ความพร้อมที่มีอยู่ ทั้งยา เวชภัณฑ์ วัคซีน ดำเนินชีวิตพวกเราต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ขอสิ่งเดียวอย่าให้ขาดคือความร่วมมือของประชาชน เป็นปัจจัยสำคัญมากที่ทำให้ประคับประคองสถานการณ์ต่าง ๆ ให้สมบูรณ์ สร้างดุลยภาพทางสาธารณสุขเศรษฐกิจ สังคม และการใช้ชีวิตได้เต็มที่

คำว่าความร่วมมือจากประชาชนกับสถานการณ์โควิดนั้น แสดงให้เห็นมาตลอดระยะเวลาของการระบาด ส่วนความผิดพลาดที่เกิดการระบาดสองสามระลอกก่อนหน้านั้นก็ชัดเจนว่าเป็นความเห็นแก่ได้ และความชุ่ยของฝ่ายกุมอำนาจเอง ความจริงหากจะให้สิ่งที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขขายฝันเป็นไปได้หรือใกล้เคียงกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นมากที่สุด มันอยู่ที่ท่าที บทบาทและการตัดสินใจของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจที่รวบอำนาจไปบริหารจัดการเองทั้งหมด

การที่บอกว่าเมื่อพ้นสถานการณ์ไปแล้ว มั่นใจว่าไทยจะได้รับความเชื่อมั่นจากนานาอารยประเทศ คนจะมั่นใจมาเที่ยวไทยมากขึ้น รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพราะเมื่อป่วยก็ได้รับการดูแล แทบจะเรียกว่า first class เมื่อเทียบกับคนไทยไปป่วยประเทศอื่น การได้รับการดูแลคนละเรื่องกัน ถ้าจะขายฝันว่าการบริหารด้านการแพทย์และสุขภาพคือ Soft Power ที่ไทยมีอยู่ ความเข้มแข็งที่ไม่ต้องใช้การลงทุน หรือบังคับจิตใจอะไรมากมาย มันก็ขึ้นอยู่กับคนที่สืบทอดอำนาจด้วยว่าใจกว้างมากพอขนาดไหนที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมและตัดสินใจอย่างเต็มที่

ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดว่า ความพยายามหรือเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุขภายใต้คำแนะนำของบรรดาหมอการเมืองทั้งหลายนั้น ต้องการที่จะให้โควิด-19 เข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นโดยเร็วที่สุด แต่ก็ยังออกลูกยักแย่ยักยันกันอยู่ว่า จะประกาศเงื่อนเวลากันให้มันชัดเจนไปเลยหรือไม่ อยากให้ย้อนไปดูแอ็คชั่นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก่อนหน้านี้ดูเหมือนว่าจะออกไปในทิศทางที่ต้องโชว์ให้ทุกประเทศได้เห็นว่า ไทยประสบความสำเร็จต่อการสู้กับโควิด-19 แล้ว และสามารถที่จะเป็นแบบอย่างให้ประเทศอื่น ๆ ได้ จึงต้องประกาศให้โลกได้รับรู้

อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังมานี้มีความเห็นจากหมออาชีพจำนวนไม่น้อยที่ชี้ว่า หลายประเทศโควิดก็เข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นแล้วโดยที่ไม่ได้ประกาศ จึงทำให้ทางกระทรวงคุณหมอก็จะใช้วิธีการตีเนียนไปว่าสถานการณ์ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย ให้คนไทยอยู่กับโควิดไปแบบนี้ตามที่อนุทินว่า “จะประกาศหรือไม่ประกาศให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่นเราก็ใช้ชีวิตได้อย่างเป็นปกติได้มากแล้ว” ถ้าเช่นนั้นการที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.เสนอให้มีการถอดหน้ากากในที่โล่งแจ้งและเปิดผับบาร์ได้ถึงตีสองก็ควรเร่งพิจารณา

แต่รูปรอยที่ออกมาผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจยังหวงอำนาจ และไม่กล้าที่จะฟันธงให้คนไทยถอดหน้ากากได้ ในเมื่อหมอการเมืองทั้งหลายต่างเห็นพ้องต้องกันว่า ประชาชนใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติได้มากแล้ว ก็ไม่ควรที่จะต้องมีข้อห้ามใด ๆ หรือแม้แต่การตัดสินใจที่จะประกาศอย่างหนึ่งอย่างใด ก็ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหารระดับพื้นที่ในการพิจารณา เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน และเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้เร็วขึ้น

ส่วนเรื่องที่บรรดากระบอกเสียงของรัฐบาลออกมาตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามทุกครั้งที่วิจารณ์เรื่องการคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินด้วยทำนองที่ว่า คนส่วนใหญ่ไม่เดือดร้อนนั้นก็ควรจะเลิกพูดเพื่อสอพลอเคลมผลงานได้แล้ว บอกว่าจะให้ต่างชาติเชื่อมั่น และอ้างว่าแต่ละประเทศสถานการณ์เลวร้ายกว่าประเทศไทยนั้น ยิ่งจะเห็นได้ว่าเวลานี้ไม่มีประเทศไหนในโลกที่คงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อสู้กับโควิดอีกแล้ว ถ้าคิดว่าทุกอย่างดีขึ้นจนเกือบปกติก็ต้องทำให้ทุกเรื่องเป็นปกติ เว้นเสียแต่จะเป็นพวกปากกล้าขาสั่น

พูดถึงความกลัวผลกระทบต่อเสถียรภาพตัวเองของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ ก็พอจะเข้าใจได้ การพูดย้ำถึงความสัมพันธ์ของก๊วน 3 ป.ว่ายังเหนียวแน่น ร่วมกันมาตลอดทั้งวันนี้และวันหน้าทุกอย่างเหมือนเดิม และอ้างว่าโทรคุยกันทุกวัน เจอกันบ่อย มันก็เป็นเพียงการทำให้คนภายนอกเห็นว่ายังรักกันดีอยู่เท่านั้น หากแต่วงในเป็นที่รู้กันว่า ความแนบแน่นของพี่น้องทั้งสามไม่เหมือนเดิม เหตุผลมาจากอำนาจและทิศทางเป้าหมายซึ่งเปลี่ยนไปจากเดิม อันมาจากคำแนะนำของบริวารที่แต่ละคนมีไม่เหมือนกัน

ปัญหาเรื่องเรือดำน้ำจีนที่ติดขัดปมเครื่องยนต์ จนส่อแววว่าอาจจะนำมาซึ่งการยกเลิกสัญญานั้น พี่ใหญ่กับน้องเล็กก็มีชุดข้อมูลที่ต่างกัน ส่งผลถึงปลายทางการตัดสินใจที่จะพาเข้าไปสู่จุดขัดแย้งรุนแรงของทั้งคู่ ขณะที่ปมการเมืองภายในพรรคสืบทอดอำนาจ และอนาคตทางการเมืองต่อการเลือกตั้งครั้งหน้ายังไม่สามารถตกลงกันได้ หรือเรียกได้ว่าแทบจะคุยกันไม่ได้แล้ว มันจึงเหมือนระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ จุดอันตรายป้ายต่อไปคือศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ฝ่ายค้านจะยื่นญัตติในวันที่ 15 มิถุนายนนี้

Back to top button