พาราสาวะถี

แจ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ กับการโบกมือลาพี่ใหญ่แก๊ง 3 ป.ของผู้นำเผด็จการ จากพรรคที่สนับสนุนตัวเองให้เป็นแคนดิเดตนายกฯเพื่อการสืบทอดอำนาจเมื่อปี 62


แจ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ กับการโบกมือลาพี่ใหญ่แก๊ง 3 ป.ของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจ จากพรรคที่สนับสนุนตัวเองให้เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพื่อการสืบทอดอำนาจเมื่อปี 2562 การเลือกตั้งครั้งใหม่ รวมไทยสร้างชาติคือพรรคที่น้องเล็กภูมิใจนำเสนอ ข่าวที่บอกว่าได้พูดคุยกล่าวลากันเป็นที่เรียบร้อยนั้น ไม่ต้องรอคำยืนยัน จับอาการของบรรดาสายตรงและลิ่วล้อสอพลอทั้งหลายก็เป็นสัญญาณที่แน่ชัดแล้วว่า “ไปแน่” แค่รอเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

การโพสต์เฟซบุ๊กของ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีแรงงานสายตรงของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจคือการตอกย้ำ ไม่ต้องถอดรหัสอะไรกันให้เมื่อยตุ้ม ข้อความเหล่านี้ “ผมคนจริงใจ จิตใจนักเลง เป็นนักรบ บาดเจ็บบ้าง เป็นเรื่องธรรมชาติ ขออย่าให้ใครมานินทา ว่าเอาแต่ได้ ถึงเวลาต้องแสดงความจริงใจ คนชลบุรีจิตใจนักเลงจริง สมคำว่า “นักเลงเมืองชล” ลุงตู่ปกป้องดูแลผมมาตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปี จะทิ้งลุงตู่ไปคนเดียว ผมจะเอาหน้ากลับมาบ้านได้อย่างไร เสียชื่อคนชลบุรีหมดสิครับ” จะหมายความเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้

ไม่เพียงเท่านั้น สายัณห์ ยุติธรรม ส.ส.นครศรีธรรมราชของพรรคสืบทอดอำนาจ ยังออกมาให้สัมภาษณ์เป็นการตอกลิ่มอีกว่า ถ้าผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจไปสังกัดรวมไทยสร้างชาติตนและ ส.ส.สงขลาของพรรคก็พร้อมที่จะลาออกเพื่อไปสังกัดพรรคใหม่ตามลุงตู่ ด้วยเหตุผลที่ว่าในพื้นที่ภาคใต้ยังมีคะแนนนิยมในตัวผู้นำเหลืออยู่ถึงร้อยละ 25 ประสาลิ้นนักการเมืองทั้งที่บอกว่ารักและเคารพลุงป้อมเหมือนพ่อ แต่จำเป็นต้องไป นี่แหละธาตุแท้นักเลือกตั้ง

ไม่ได้ผิดไปจากที่คาดหมายกันไว้ก่อนหน้า พื้นที่ภาคใต้ยังไง ส.ส.ของพรรคสืบทอดอำนาจส่วนหนึ่งก็ต้องตีจากเพื่ออนาคตที่หวังว่าคะแนนนิยมในตัวผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจจะส่งผลต่อการตัดสินใจของคนใต้ที่จะเลือกตัวเองเข้าไปเป็นผู้แทน โดยลืมคิดไปว่าแม้กระแสของพรรคสืบทอดอำนาจจะไม่ดี แต่ยังมีพรรคคู่แข่งสำคัญทั้งประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยเป็นกระดูกชิ้นโตที่จะช่วงชิงเก้าอี้ ส.ส.ในพื้นที่ เห็นการฟัดกันของสองพรรคร่วมรัฐบาลสำคัญแล้วก็มองการแข่งขันในสนามเลือกตั้งได้แล้วว่าลุกเป็นไฟแน่นอน

ประสาคนที่ใช้ไอโอมาตลอดเวลากว่า 8 ปี จึงไม่แปลกที่เมื่อจะต้องไปลุยสนามการเมืองเองโดยปราศจากการอุ้มชูจากพี่ใหญ่แก๊ง 3 ป. ก็ต้องโหมประโคมข่าว ให้ลิ่วล้อสอพลอทั้งหลายโยนหินถามทาง รายของสุชาติกับพื้นที่จังหวัดชลบุรีถือเป็นสถานการณ์บังคับ เพราะอยู่พรรคเดิมโอกาสที่เด็กในคาถาจะได้รับเลือกให้เป็นผู้สมัครเหลือน้อยเต็มทน ในเมื่อเหยียบตาปลากันกับบ้านใหญ่ มันก็ต้องแยกทางเดินกันเป็นธรรมดา

ส่วนพี่ใหญ่แก๊ง 3 ป.บอกไปแล้วตั้งแต่ก่อนเอเปค มีแก๊งใหม่แล้วยังเป็น 3 ป.เหมือนเดิม แต่เปลี่ยนจากป๊อกและประยุทธ์เป็น “ป๊อด” พลตำรวจเอก พัชรวาท วงษ์สุวรรณ น้องชายร่วมสายเลือดมือประสานสิบทิศของพรรค และ “แป๊ะ” พลตำรวจเอก จักรทิพย์ ชัยจินดา ว่าที่แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคสืบทอดอำนาจ เมื่อน้องเล็กไม่อยู่แล้ว ก็สามารถดึงอดีตคนรู้ใจบรรดาตัวตึงของพรรคทั้งหลายที่แยกย้ายกันไปก่อนหน้า กลับมาทำงานร่วมกันด้วยความสบายใจ

ไม่เพียงแต่การให้ข่าวเพื่อวัตเรตติ้ง อิงกระแสก่อนที่ผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจจะประกาศยืนยันอย่างเป็นทางการเท่านั้น หากจับสัญญาณจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น ถูกมองว่านี่ก็จะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้การทำงานของพรรคตั้งใหม่อย่างรวมไทยสร้างชาติเกิดทางสะดวกในการที่จะสร้างความมั่นใจให้กับท่านผู้นำต่อการตัดสินใจมาร่วมทำงานด้วย

ประเด็นนี้ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.ชี้ให้เห็นว่า การที่ร่างกฎหมายพรรคการเมืองไม่ถูกตีตกนั้น จะส่งผลให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้ง่ายขึ้น เช่น ค่าสมัครสมาชิกพรรคจาก 200 เหลือ 20 บาทต่อปี สมาชิกตลอดชีพ 2,000 บาทเหลือ 200 บาท ซึ่งจะทำให้พรรคการเมืองหาสมาชิกพรรคได้ง่ายและเร็วขึ้น ประเด็นสำคัญคือการตั้งตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดเหลือแค่จังหวัดละ 1 คน โดยมีสมาชิกจังหวัดละ 100 คนก็พอ

เช่นเดียวกันกับการทำการเลือกตั้งขั้นต้น หรือไพรมารี่โหวต ที่จังหวัดหนึ่งมีกี่เขต  ทำที่เขตใดเขตหนึ่งก็พอ โดยมีสมาชิกมาประชุมไม่น้อยกว่า 50 คน ขณะที่ผลการทำไพรมารี่โหวตเมื่อส่งกรรมการบริหารพรรคจะตัดสินใจอย่างไร เหมือนหรือไม่เหมือนไพรมารี่โหวตก็ได้ ถือเป็นที่สุด แบบนี้จะไม่เรียกว่าเข้าทางลุงแล้วจะให้เรียกว่าอะไร หากเป็นกฎหมายพรรคการเมืองเดิม แต่ละพรรคต้องมีตัวแทนพรรคระดับจังหวัดในทุกเขตที่จะส่งผู้สมัคร ต้องหาสมาชิกในแต่ละเขตอย่างน้อย 100 คน  และจัดประชุมทำไพรมารี่โหวตระดับเขต โดยมีผู้มาประชุมไม่น้อยกว่า 50 คน

มิหนำซ้ำ ถ้าที่ประชุมมีมติเลือกใครลงสมัครแล้วกรรมการบริหารพรรคไม่มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนแปลงผลดังกล่าวได้ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะเป็นอุปสรรคสำหรับพรรคตั้งใหม่อย่างรวมไทยสร้างชาติ สิ่งที่กฎหมายพรรคการเมืองใหม่จะเข้ามาช่วย คือ ปัญหาเรื่องสมาชิกพรรคและสาขาพรรคต่างหาก เพราะข้อมูลจาก กกต.รวมไทยสร้างชาติจัดตั้งเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2564  มีสมาชิก 11,553 คน สาขาพรรค 4 สาขา ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด 9 คน หากเป็นกฎหมายพรรคการเมืองเดิม ถามว่าเลือกตั้งครั้งใหม่พรรคของผู้นำเผด็จการสืบทอดอำนาจจะพร้อมอย่างนั้นหรือ

ปลดล็อกเรื่องนี้ไปแล้ว ก็ต้องไปรอดูบทสรุปของร่างกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตาในวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ผลอาจจะไม่เหมือนร่างกฎหมายพรรคการเมือง เหตุที่มีความหวั่นใจกันเช่นนั้น เพราะถ้าร่างกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ไม่มีปัญหาแล้วใช้เป็นเครื่องมือในการเลือกตั้งมันไม่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับพรรคใหม่ แต่ถ้าถูกตีตกไป แล้วต้องไปหาวิธีการเพื่อให้ กกต.มีเครื่องมือจัดการเลือกตั้ง ถามว่าแนวทางจะออกมาแบบไหน ระหว่าง ครม.ออกเป็น พ.ร.ก.ระเบียบว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กกต.ออกประกาศคำสั่งว่าด้วยกติกาการเลือกตั้ง หรือให้สภายกร่างกันใหม่ แค่นี้ก็แทบไม่ต้องเดากันแล้ว

Back to top button