พาราสาวะถี

ในที่สุดความระหองระแหงระหว่างพรรคก้าวไกลกับเพื่อไทย ถูกตัดจบด้วยภาพของสองหัวหน้าพรรคแสดงความรัก ความปรารถนาดีต่อกันด้วยภาษากายหลายรูปแบบ


ในที่สุดความระหองระแหงระหว่างพรรคก้าวไกลกับเพื่อไทย ถูกตัดจบด้วยภาพของสองหัวหน้าพรรค พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับ นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว แสดงความรัก ความปรารถนาดีต่อกันด้วยภาษากายหลายรูปแบบ แต่ก่อนที่จะมาถึงตรงนี้ประมวลจากท่าทีของคนของสองพรรคแล้ว ต้องยอมรับว่าซีกของเพื่อไทยออกอาการมากกว่า พอจะเข้าใจได้ในแง่ของคนที่รับเสียงสะท้อนมาจากพื้นที่เกิดอารมณ์ค้างจากผลของการเลือกตั้ง จึงต้องตีโพยตีพายเป็นการระบายความอึดอัด

พออีกฝ่ายเลือกที่จะนิ่ง แล้วปล่อยให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคว่าที่ผู้นำประเทศคนที่ 30 เป็นผู้สื่อสาร ทุกอย่างมันจึงไม่ถูกกระตุ้นขยายผลความขัดแย้งจนกลายเป็นความบาดหมาง และนำไปสู่การแยกทางกันในที่สุด ขณะเดียวกันซีกของพรรคนายใหญ่ในระดับแกนนำก็ช่วยกันกระตุกเตือนคนที่ออกมาแสดงความเห็นและเลือกที่จะใช้ตำแหน่งทางการเมืองเป็นเครื่องมือต่อรองให้รู้จักเกรงใจประชาชนที่พากันเลือกทั้งสองพรรคด้วยคะแนนเสียงถล่มทลายถึง 25 ล้านเสียงด้วย

บทบาทของ จาตุรนต์ ฉายแสง และ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ถือว่าสำคัญ เพราะทั้งสองคนถือว่าเป็นผู้ที่ยืนอยู่บนหลักการประชาธิปไตยอย่างเข้มแข็ง รวมทั้งเป็นที่ยอมรับของฝ่ายประชาธิปไตยไม่ว่าจะเป็นคนเสื้อแดงหรือด้อมส้มก็ตาม คำพูดที่ว่าปล่อยมือ หากเพื่อไทยและก้าวไกลปล่อยมือจากกัน “เท่ากับปล่อยมือประชาชน” ถือเป็นวาทะที่แหลมคมที่ทำให้นักเลือกตั้งสำเหนียก หากการจัดตั้งรัฐบาลที่ประชาชนมีฉันทามติให้มากมายมหาศาลขนาดนี้เกิดขึ้นไม่ได้ ประเทศไทยก็ไม่ต้องหวังว่าจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างสง่างาม

ไม่เพียงแต่การกระตุกเตือนช่วงที่เริ่มมองเห็นความขัดแย้งอยู่ตรงหน้าเท่านั้น หลังจากที่ทั้งสองพรรคได้แลกเปลี่ยนทางความคิดกันจนมีบทสรุปเรื่องเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรที่ว่า คนที่ถูกเสนอชื่อไม่ว่าจะมาจากก้าวไกลหรือเพื่อไทย ไม่ถือว่าเป็นโควตาของพรรคการเมืองใดทั้งสิ้น แต่ให้ถือเป็นความเห็นร่วมที่ผ่านการยอมรับของคณะทำงานร่วมของทั้งสองพรรค ซึ่งตรงนี้จาตุรนต์ได้ตอกย้ำว่า สนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล “ล่มหัวจมท้ายไปด้วยกัน”

บริบททางการเมืองในปัจจุบัน มันไม่มีทางเลือกเป็นอย่างอื่น การแสดงออกผ่าน 25 ล้านเสียงที่เลือกก้าวไกลและเพื่อไทย ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ของฝ่ายที่ต้องการประชาธิปไตยอย่างเต็มที่เท่านั้น แต่เป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังขบวนการสืบทอดอำนาจตลอดระยะเวลากว่า 9 ปีที่ผ่านมานั้น พอได้แล้ว ไม่ใช่ว่าคนที่เลือกทั้งสองพรรคเท่านั้นที่เบื่อหน่าย หากแต่มีอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งก็ไม่ประสงค์ที่จะให้คนอยากอยู่ยาวไปต่อเช่นกัน

ความพยายามที่จะยุให้มีการตั้งรัฐบาลแข่งด้วยสภาพของคะแนนเสียงที่ต่างกันแค่ 10 เสียงนั้น หากเป็นพรรคฝ่ายสืบทอดอำนาจอาจจะไม่คำนึงถึงสปิริตทางการเมืองก็ได้ แต่ฝ่ายประชาธิปไตยทำเช่นนั้นไม่ได้ เช่นเดียวกันกับคนแดนไกลที่คอยชี้ทางให้กับพรรคเพื่อไทย ไม่เห็นประโยชน์จากการที่จะพลิกขั้วแล้วตัวเองได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล เพราะรับรู้ได้ว่าเสถียรภาพจะสั่นคลอน เอาแค่เฉพาะหน้ากับการลุกฮือของประชาชนก็ยากที่จะรับมือได้แล้ว

แต่นั่นไม่ใช่ปัจจัยทำให้ตัดสินใจแบบนั้น ประเด็นที่ทำให้นายใหญ่บอกให้เพื่อไทยเดินหน้าหนุนหลังพิธาเป็นนายกฯ ให้สำเร็จ และจับมือกับก้าวไกลเดินหน้าตั้งรัฐบาลให้ได้ เพราะสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามเสนอไปนั้น มันไม่มีอะไรมาการันตีว่าจะทำให้เพื่อไทยอยู่ในอำนาจได้ตลอดรอดฝั่งหากพลิกขั้ว ที่สำคัญคือบทเรียนตั้งแต่ไทยรักไทย มารัฐบาลพลังประชาชน จนกระทั่งเพื่อไทยยุคของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นเครื่องเตือนใจคนแดนไกลเป็นอย่างดี ไม่มีวันที่จะถูกหลอกซ้ำซากอีกแล้ว

จะเห็นได้จากการประกาศเดินหน้ากลับประเทศโดยไม่ง้อกฎหมายนิรโทษกรรม พร้อมกลับมารับโทษ ไม่ใช่การเรียกคะแนนนิยมให้กับพรรคเพื่อไทย หากแต่เป็นการตัดตัวถ่วงหรือการจะต้องตกเป็นเป้าโจมตีของฝ่ายตรงข้ามที่จะกล่าวหาว่า หากเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลจะมีการช่วยเหลือให้ ทักษิณ ชินวัตร ได้กลับบ้านในรูปแบบต่าง ๆ นี่ย่อมเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจ การยอมรับข้อผิดพลาดในอดีตทั้งการเหลิงในอำนาจของตัวเอง จนถูกฝ่ายมือไม่ประสงค์ดีหลอกแล้วหลอกอีกในหลายกรณี

ขณะเดียวกัน ด้วยคะแนนเสียงที่เพื่อไทยได้รับในระดับนี้มีการประเมินกันทั้งนายใหญ่และทีมบริหารว่า เมื่อไม่แลนด์สไลด์ ไม่ได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาลก็ถือเป็นผลดีประการหนึ่ง ที่ไม่ต้องรับแรงกดดันต่อการที่จะประสานพรรคการเมืองเพื่อเข้าร่วมรัฐบาล มิหนำซ้ำ ยังอาจจะตกเป็นเป้าต่อการที่จะต้องเลือกแคนดิเดตนายกฯ คนใดคนหนึ่งเพื่อให้ขึ้นเป็นผู้นำประเทศ เพราะมีชื่อของลูกสาวตัวเองรวมอยู่ด้วย ทำให้จะกลายเป็นเป้าโจมตีและเกิดกระแสที่จะกระทบเสถียรภาพรัฐบาลตั้งแต่เริ่มต้นเลยทีเดียว 

สถานะที่เป็นอยู่เวลานี้ถือว่ามีพลังเป็นอย่างมาก เพราะหน้าที่ในการเดินหน้าตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องของก้าวไกล เพื่อไทยขาดก้าวไกลได้ แต่ก้าวไกลขาดเพื่อไทยไม่ได้ ดังนั้น หลังการเดินสายประสานขอคะแนนเสียงจากพวกลากตั้งจนเป็นที่มั่นใจได้ว่าการโหวตเลือกพิธาเป็นนายกฯ จะไร้ปัญหา การต่อรองในตำแหน่งรัฐมนตรีจึงเป็นสิ่งที่เพื่อไทยกุมความได้เปรียบเต็มประตู โดยข้อดีอีกอย่างก็คือ เป้าหมายทางการเมืองระหว่างสองพรรคแกนนำมีบางเรื่องที่ต่างกัน ทำให้ไม่ต้องมาแย่งเก้าอี้เสนาบดีในกระทรวงที่สำคัญ

แทบจะไม่ต้องคาดเดาอะไรกันให้เมื่อยตุ้ม ไม่มีอะไรพลิกผันไปจากที่คาดหมายกันไว้ก่อนหน้า กระทรวงด้านเศรษฐกิจส่วนใหญ่เป็นของเพื่อไทย เว้นกระทรวงการคลัง ส่วนงานด้านความมั่นคงและสังคมพรรคแกนนำรัฐบาลรับไป ถือเป็นความโชคดีของพิธาอีกต่างหากกับงานด้านเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนที่ตัวเองมีความรู้ความสามารถอยู่แล้ว ยังจะได้ทีมทำงานที่เป็นมืออาชีพจากเพื่อไทยมาช่วยขับเคลื่อน จุดแข็งตรงนี้เองที่ทำให้ขบวนการสืบทอดอำนาจที่พยายามจะพลิกเกมต้องถอดใจ เพราะเสียงจากเอกชนส่วนใหญ่และกลุ่มอีลิทพร้อมใจกันขานรับ จนลืมไปว่าเคยยกหางคนอยากอยู่ยาวมาก่อน

Back to top button